รับทำ SEO AEO คือบริการเอเจนซีที่ทำอันดับเว็บให้ติดหน้าแรก Google พร้อมทำให้ AI อย่าง ChatGPT, Gemini และ Perplexity แนะนำแบรนด์ของคุณในคำตอบ ปี 2026 ราคาในไทยส่วนใหญ่อยู่ที่ 15,000–50,000 บาทต่อเดือน และเอเจนซีสายขาวจะวัดผลได้ทั้งอันดับ Google และความถี่ที่ AI หยิบชื่อแบรนด์ไปอ้างอิง
- SEO ทำให้ติดหน้าแรก Google ส่วน AEO/GEO ทำให้ AI แนะนำแบรนด์ — ปี 2026 ต้องทำทั้งสามพร้อมกัน (ที่มา: Enersys, 2026)
- ราคารับทำ SEO ในไทยส่วนใหญ่ 15,000–50,000 บาท/เดือน และขยับได้ถึง 150,000+ บาท/เดือน ตามความยากของอุตสาหกรรม (ที่มา: Sphere Agency 2026; IBEX 2026)
- บริการระดับ SME เริ่มที่ 15,000 บาท/เดือน ขณะที่เจ้าที่เน้นองค์กรใหญ่คิดเริ่มต้น 60,000 บาท/เดือน (ที่มา: Southern Whale 2026; SEO Bangkok 2026)
- AEO และ GEO กลายเป็นบริการหลักของเอเจนซีชั้นนำในไทยแล้วในปี 2026 ไม่ใช่บริการเสริม (ที่มา: PRIMAL, 2026)
- SEO สายขาวเน้นผลระยะยาว วัดได้ทั้งอันดับ Google และจำนวนครั้งที่ AI อ้างอิงแบรนด์
รับทำ SEO AEO คืออะไร และทำไมปี 2026 ต้องทำพร้อมกัน
รับทำ SEO AEO คือบริการที่ทำอันดับเว็บให้ติดหน้าแรก Google พร้อมทำให้ AI อย่าง ChatGPT, Gemini และ Perplexity แนะนำแบรนด์ในคำตอบ ปี 2026 คนค้นหาผ่าน AI มากขึ้น การทำแค่ SEO อย่างเดียวจึงไม่พอ ต้องรวม AEO และ GEO เข้าด้วยกันเป็นแพ็กเกจเดียว (ที่มา: Enersys, 2026)
ลองนึกภาพลูกค้าคนหนึ่งพิมพ์ถาม ChatGPT ว่า "ร้านซ่อมแอร์แถวลาดพร้าวร้านไหนดี" AI ตอบมา 3 ชื่อ ถ้าร้านคุณไม่อยู่ในนั้น ลูกค้าคนนั้นหายไปเลย ไม่มีหน้า 2 ให้เลื่อนดู นี่คือเหตุผลที่เอเจนซีชั้นนำในไทยจัดให้ AEO และ GEO เป็นบริการหลักแล้วในปี 2026 (ที่มา: PRIMAL, 2026)
Answer Engine Optimization (AEO) คืออะไร
AEO คือการปรับเนื้อหาและโครงสร้างเว็บให้ answer engine อย่าง Google AI Overviews และ ChatGPT หยิบไปเป็นคำตอบตรงต่อผู้ใช้ จุดต่างจาก SEO เดิมคือ AEO ไม่ได้แข่งกันที่ "ลิงก์อันดับ 1" แต่แข่งกันว่าเนื้อหาของใครตอบคำถามชัดพอให้ระบบสรุปไปแสดงเหนือผลค้นหาทั้งหมด
ตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าคุณขายประกันรถยนต์ AEO คือการเขียนหน้าเว็บที่ตอบ "ประกันชั้น 1 กับ 2+ ต่างกันตรงไหน" จบใน 2–3 บรรทัดแรก มีตารางเทียบ มีคำนิยามชัด จน Google AI Overviews ดึงไปตอบโดยใส่ชื่อเว็บคุณเป็นแหล่งอ้างอิง
GEO คืออะไร ต่างจาก AEO อย่างไร
GEO คือการทำให้ AI เชิงสร้างสรรค์อย่าง ChatGPT, Gemini และ Perplexity อ้างอิงและแนะนำแบรนด์ของคุณในคำตอบที่มันสร้างขึ้น AEO เน้น "เนื้อหาถูกหยิบไปตอบ" ส่วน GEO เน้น "ชื่อแบรนด์ถูกพูดถึง" เมื่อคนถามเชิงแนะนำ เช่น "เจ้าไหนดี" หรือ "ควรเลือกใคร"
ความต่างในทางปฏิบัติคือ GEO ต้องสร้างสัญญาณจากภายนอกเว็บด้วย เช่น รีวิว บทความในสื่อ และการถูกกล่าวถึงในแหล่งที่ AI เชื่อถือ เพราะ AI เรียนรู้ว่าแบรนด์ไหน "น่าแนะนำ" จากหลายแหล่งพร้อมกัน ไม่ใช่จากเว็บของคุณเว็บเดียว
ทำไม SEO อย่างเดียวไม่พออีกต่อไป
SEO อย่างเดียวไม่พอในปี 2026 เพราะผลค้นหาแบบลิงก์ 10 อันดับถูกเบียดด้วย Google AI Overviews ที่สรุปคำตอบให้จบบนหน้าเดียว และคนไทยจำนวนมากเริ่มถาม ChatGPT หรือ Gemini ก่อนเปิด Google ธุรกิจที่ติดอันดับ 3 บน Google แต่ AI ไม่เคยเอ่ยชื่อ จึงเสียลูกค้ากลุ่มนี้ไปทั้งกลุ่ม
จากเคสที่พบบ่อย เว็บ SME หลายรายมีทราฟฟิกจาก Google ลดลงทั้งที่อันดับไม่เปลี่ยน สาเหตุคือคนได้คำตอบจาก AI Overviews แล้วไม่คลิกต่อ ทางแก้ไม่ใช่เลิกทำ SEO แต่ต้องทำ SEO ให้เป็นฐาน แล้วต่อยอดด้วย AEO และ GEO ผ่านบริการรับทำ AEO ครบวงจรที่วัดผลทั้งสองด้าน
SEO vs AEO vs GEO ต่างกันอย่างไร

SEO เน้นทำอันดับลิงก์บนหน้า Google, AEO เน้นให้เนื้อหาถูกหยิบไปตอบใน Google AI Overviews และ AI chatbot ส่วน GEO เน้นให้ AI เชิงสร้างสรรค์อ้างอิงและแนะนำชื่อแบรนด์ ทั้งสามใช้ตัวชี้วัดและช่องทางแสดงผลต่างกัน แต่เสริมกันเป็นระบบเดียว (ที่มา: Enersys, 2026)
| หัวข้อ | SEO | AEO | GEO |
|---|---|---|---|
| เป้าหมาย | ลิงก์ติดหน้าแรก Google | เนื้อหาถูกหยิบไปเป็นคำตอบ | AI แนะนำชื่อแบรนด์ |
| ตัวชี้วัดหลัก | อันดับคีย์เวิร์ด, คลิก, ทราฟฟิก | จำนวนครั้งที่ปรากฏใน AI Overviews / Featured Snippet | ความถี่ที่ ChatGPT/Gemini/Perplexity อ้างอิงแบรนด์ |
| ช่องทางที่เห็นผล | หน้าผลค้นหา Google (SERP) | Google AI Overviews, กล่องคำตอบ | ChatGPT, Gemini, Perplexity |
| งานหลัก | Technical SEO, คีย์เวิร์ด, แบ็กลิงก์สายขาว | Answer-first, Schema, โครงสร้าง H2/H3 | E-E-A-T, การถูกอ้างอิงจากแหล่งภายนอก |
เป้าหมายของแต่ละอย่าง
เป้าหมายของ SEO คือให้หน้าเว็บติดหน้าแรก Googleเมื่อคนค้นคีย์เวิร์ดที่ต้องการ เป้าหมายของ AEO คือให้เนื้อหาถูกเลือกเป็นคำตอบที่ระบบสรุปให้ผู้ใช้ และเป้าหมายของ GEO คือให้ AI เอ่ยชื่อแบรนด์ตอนคนถามเชิงแนะนำ
สามเป้าหมายนี้ไม่ได้ขัดกัน หน้าเว็บที่ทำ SEO ดีมักมีโครงสร้างที่ AEO ต้องการอยู่แล้ว และแบรนด์ที่ AEO ดีจะมีโอกาสถูก GEO หยิบไปแนะนำสูงกว่า
ตัวชี้วัดวัดผลที่ต่างกัน
ตัวชี้วัดของ SEO คืออันดับคีย์เวิร์ด, จำนวนคลิก และทราฟฟิกจาก Google Search Console ตัวชี้วัดของ AEO คือจำนวนคีย์เวิร์ดที่เว็บปรากฏใน Google AI Overviews ส่วนตัวชี้วัดของ GEO คือจำนวนครั้งที่ AI อ้างอิงแบรนด์จากการทดสอบ prompt ชุดเดิมซ้ำเป็นรอบ
ข้อควรระวัง: ถ้าเอเจนซีรายงานแค่อันดับคีย์เวิร์ดอย่างเดียวในปี 2026 คุณจะไม่รู้เลยว่าแบรนด์หายไปจาก AI หรือไม่ ต้องขอรายงาน AI visibility แยกต่างหาก
ช่องทางที่ผลลัพธ์ปรากฏ (Google vs ChatGPT/Gemini/Perplexity)
ผลลัพธ์ของ SEO ปรากฏบนหน้าผลค้นหา Google (SERP) ผลลัพธ์ของ AEO ปรากฏใน Google AI Overviews และกล่องคำตอบเหนือลิงก์ ส่วนผลลัพธ์ของ GEO ปรากฏในบทสนทนาของ ChatGPT, Gemini และ Perplexity ที่ผู้ใช้อาจไม่เปิด Google เลยตลอดการตัดสินใจซื้อ
ข้อดีของการทำครบสามช่องทางคือคุณไม่ต้องพนันว่าลูกค้าจะค้นทางไหน ข้อเสียคือต้องใช้เวลาและงบมากกว่าทำ SEO อย่างเดียว จึงควรวางลำดับตามช่องทางที่ลูกค้ากลุ่มหลักของคุณใช้จริง
ราคารับทำ SEO AEO ในไทยเท่าไหร่ ปี 2026
ราคารับทำ SEO ในไทยปี 2026 ส่วนใหญ่อยู่ที่ 15,000–50,000 บาทต่อเดือน และขยับได้ถึง 150,000+ บาทต่อเดือนตามความยากของอุตสาหกรรมและจำนวนคีย์เวิร์ด บางเอเจนซีที่เน้นองค์กรใหญ่เริ่มต้นที่ 60,000 บาทต่อเดือน ส่วนแพ็กเกจที่รวม AEO และ GEO มักบวกเพิ่มจากฐานนี้ตามขอบเขตงาน
ตารางเทียบช่วงราคาจาก 5 แหล่งในไทย
| แหล่งข้อมูล (2026) | ช่วงราคา/เดือน | กลุ่มที่เน้น |
|---|---|---|
| Sphere Agency | ฿15,000–฿50,000 | SME ถึงธุรกิจกลาง |
| Inspira Digital Agency | ฿15,000–฿100,000+ | แยกตามอุตสาหกรรม |
| Southern Whale | ฿15,000–฿60,000 | SME |
| SEO Bangkok | เริ่มต้น ฿60,000 | องค์กรใหญ่ |
| IBEX | ฿15,000–฿150,000+ | SME ถึงองค์กร |
สังเกตว่าทั้ง 5 แหล่งเริ่มต้นใกล้กันที่ 15,000 บาท แต่เพดานต่างกันมาก จาก 50,000 ไปจนถึง 150,000+ บาท ส่วนต่างนี้ไม่ได้มาจาก "เจ้าไหนโก่งราคา" แต่มาจากขอบเขตงานและระดับการแข่งขันที่ต่างกัน
ปัจจัยที่ทำให้ราคาต่างกัน (อุตสาหกรรม/การแข่งขัน/ขอบเขตงาน)
ปัจจัยที่ทำให้ราคารับทำ SEO ต่างกันมี 3 กลุ่มหลัก คืออุตสาหกรรม (การเงิน สุขภาพ อสังหาฯ แพงกว่าเพราะคู่แข่งทุนหนา), ระดับการแข่งขันของคีย์เวิร์ด และขอบเขตงานว่ารวมเขียนคอนเทนต์ ทำ Schema สร้างแบ็กลิงก์สายขาว และวัด AI visibility ด้วยหรือไม่
- อุตสาหกรรม: คีย์เวิร์ดกลุ่มประกัน สินเชื่อ คลินิก มักดันราคาไปช่วง 50,000 บาทขึ้นไป ส่วนร้านอาหารหรือบริการท้องถิ่นอยู่ช่วงล่างได้
- จำนวนคีย์เวิร์ดและหน้าเว็บ: เว็บ 20 หน้า กับเว็บอีคอมเมิร์ซ 2,000 หน้า ใช้แรงงานต่างกันหลายเท่า
- รวม AEO/GEO หรือไม่: งานเขียน answer-first, Schema และการทดสอบ prompt เป็นงานเพิ่ม ราคาจึงสูงกว่า SEO เพียว
- รูปแบบรายงาน: เจ้าที่รายงานทั้งอันดับ Google และการถูก AI อ้างอิง ใช้เครื่องมือมากกว่า ต้นทุนจึงสูงกว่าเจ้าที่ส่งแค่ตารางอันดับ
งบเท่าไหร่เหมาะกับ SME
งบที่เหมาะกับ SME ไทยส่วนใหญ่อยู่ที่ 15,000–50,000 บาทต่อเดือน ตามช่วงราคาที่ Sphere Agency และ Southern Whale ระบุในปี 2026 หากงบต่ำกว่า 15,000 บาท คุณควรสงสัยว่าเอเจนซีจะลดคุณภาพตรงไหน เพราะต้นทุนคนเขียนคอนเทนต์และเครื่องมือมีขั้นต่ำที่กดไม่ลง
เคล็ดลับ: ก่อนเทียบราคา ให้ขอ "รายการงานต่อเดือน" จากทุกเจ้า แล้วเทียบเป็นบรรทัดต่อบรรทัด ราคาถูกกว่า 10,000 บาทอาจหมายถึงบทความน้อยกว่าครึ่ง ดูราคาแพ็กเกจ SEO AEO GEOที่แจกแจงรายการงานเป็นตัวอย่างประกอบได้
รับทำให้ AI แนะนำแบรนด์ ทำได้จริงไหม ทำยังไง

การทำให้ AI แนะนำแบรนด์ทำได้จริงผ่าน AEO และ GEO โดยปรับโครงสร้างเนื้อหา ใส่ Schema สร้างสัญญาณความน่าเชื่อถือ (E-E-A-T) และให้ข้อมูลชัดเจนพอที่ ChatGPT, Gemini และ Perplexity จะหยิบไปอ้างอิงชื่อแบรนด์ในคำตอบ วิธีเหล่านี้เป็นแนวทางที่เอเจนซี AEO/GEO ในไทยใช้เป็นมาตรฐานในปี 2026 (ที่มา: PRIMAL, 2026)
ต้องพูดตรง ๆ ว่าไม่มีใครสั่ง AI ได้ว่าต้องตอบชื่อคุณ สิ่งที่ทำได้คือเพิ่มโอกาสให้ AI "เจอ เข้าใจ และเชื่อ" แบรนด์คุณมากกว่าคู่แข่ง ใครการันตีว่า ChatGPT จะตอบชื่อคุณ 100% คนนั้นพูดเกินจริง
- เลือกคำถามที่ลูกค้าถาม AI จริง เช่น "ร้าน X ที่ไหนดี" "ควรใช้บริการเจ้าไหน" แล้วสร้างหน้าเว็บที่ตอบคำถามนั้นโดยตรง
- เขียนคำตอบให้จบใน 40–60 คำแรกของทุกหัวข้อ ขึ้นต้นด้วยชื่อสิ่งที่พูดถึง ไม่ใช่ "มัน" หรือ "สิ่งนี้"
- ใส่ Schema ประเภท Organization, FAQPage, Service และ Review ให้ AI อ่านข้อมูลแบรนด์เป็นโครงสร้าง
- สร้างหน้า "เกี่ยวกับเรา" และหน้าผู้เขียนที่มีชื่อจริง ประสบการณ์ และผลงานตรวจสอบได้
- ให้แหล่งภายนอกพูดถึงแบรนด์ ทั้งบทความในสื่อ รีวิว Google Business Profile และไดเรกทอรีอุตสาหกรรม
- ทดสอบ prompt ซ้ำทุกเดือน เพื่อดูว่า ChatGPT, Gemini และ Perplexity เริ่มเอ่ยชื่อคุณหรือยัง แล้วปรับเนื้อหาตามช่องว่างที่เจอ
ปรับเนื้อหาให้เป็นคำตอบตรง (answer-first)
การปรับเนื้อหาแบบ answer-first คือการวางคำตอบไว้ย่อหน้าแรกใต้ทุกหัวข้อ เป็นประโยคที่อ่านแยกเดี่ยวแล้วเข้าใจครบ AI มักดึงเฉพาะย่อหน้าเดียวไปตอบ ถ้าย่อหน้านั้นเริ่มด้วย "ตามที่กล่าวไป" หรือ "มันช่วยให้" AI จะไม่รู้ว่า "มัน" คืออะไร แล้วข้ามเว็บคุณไป
ใช้ประโยคนิยาม "X คือ Y" กับทุกคำสำคัญของธุรกิจ เช่น "คลินิก ABC คือคลินิกผิวหนังในเชียงใหม่ที่เปิดมา 12 ปี" ประโยคแบบนี้ AI หยิบไปแนะนำได้ทันทีโดยไม่ต้องตีความ
ใส่ Schema และสัญญาณ E-E-A-T
Schema คือโค้ดกำกับข้อมูลที่บอกเครื่องจักรว่าเว็บนี้คือใคร ให้บริการอะไร อยู่ที่ไหน ส่วน E-E-A-T คือสัญญาณด้านประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ ความน่าเชื่อถือ และการเป็นแหล่งที่ยอมรับ ทั้งสองอย่างช่วยให้ AI "กล้า" อ้างอิงแบรนด์คุณมากกว่าเว็บนิรนามที่ไม่รู้ว่าใครเขียน
- ใส่ Organization Schema พร้อมชื่อ ที่อยู่ โทรศัพท์ และลิงก์โซเชียลที่ตรงกันทุกช่องทาง
- ใส่ชื่อผู้เขียนจริงพร้อมประวัติสั้นในทุกบทความ
- อ้างอิงแหล่งข้อมูลภายนอกที่ตรวจสอบได้ในเนื้อหา ไม่แต่งตัวเลขเอง
- แสดงทั้งข้อดีและข้อเสียของบริการ AI ให้น้ำหนักกับเนื้อหาที่สมดุลมากกว่าเนื้อหาโฆษณาล้วน
สร้างการอ้างอิงจากแหล่งที่ AI เชื่อถือ
การอ้างอิงจากแหล่งที่ AI เชื่อถือคือการให้เว็บไซต์อื่นที่มีชื่อเสียงพูดถึงแบรนด์ของคุณ เช่น สื่อธุรกิจ สมาคมอุตสาหกรรม เว็บรีวิว และบทความสัมภาษณ์ Perplexity และ ChatGPT ให้น้ำหนักกับแบรนด์ที่หลายแหล่งพูดถึงตรงกัน มากกว่าแบรนด์ที่มีเพียงเว็บของตัวเอง
จุดนี้ต่างจากแบ็กลิงก์สายเทาชัดเจน แบ็กลิงก์สายขาวมาจากเนื้อหาที่มีคุณค่าจริงและคนอยากอ้างถึง ส่วนลิงก์ปั่นจากเว็บฟาร์มไม่ช่วย GEO เลย เพราะ AI ไม่ได้นับจำนวนลิงก์ แต่ดูว่าใครพูดถึงคุณและพูดว่าอะไร หากต้องการเห็นตัวอย่างการวางแผนงานลักษณะนี้ ดูแนวทางทำให้ AI แนะนำแบรนด์คุณที่ ImVisible ใช้กับลูกค้าได้
ติด Google AI Overviews ทำยังไง

การติด Google AI Overviews ต้องทำเนื้อหาที่ตอบคำถามชัดเจนภายในย่อหน้าแรก ใส่โครงสร้างหัวข้อและ Schema ให้ Google เข้าใจง่าย และมีสัญญาณความน่าเชื่อถือสูงพอที่ระบบจะเลือกนำเนื้อหาไปสรุปเป็นคำตอบ แนวทางนี้เป็นแกนของกลยุทธ์ AEO ในปี 2026 (ที่มา: Enersys, 2026)
ข้อเท็จจริงที่หลายคนไม่รู้คือ เว็บที่ปรากฏใน Google AI Overviews ไม่จำเป็นต้องอยู่อันดับ 1 เสมอ Google เลือกจากเนื้อหาที่ตอบ "ตรง" และ "เชื่อได้" ดังนั้น SME ที่แข่งอันดับกับเว็บใหญ่ไม่ได้ ยังมีโอกาสตรงนี้
เขียนคำตอบตรงใน 40-60 คำแรก
การเขียนคำตอบตรงใน 40–60 คำแรกคือการวางข้อสรุปของหัวข้อไว้ประโยคแรก ๆ ให้ Google ตัดไปแสดงได้ทันทีโดยไม่ต้องอ่านทั้งหน้า ความยาวช่วงนี้พอดีกับกล่องคำตอบและอ่านจบบนมือถือในหนึ่งจอ
- ตั้ง H2/H3 เป็นคำถามแบบที่คนพิมพ์จริง เช่น "ทำ SEO กี่เดือนเห็นผล"
- ย่อหน้าแรกใต้หัวข้อต้องมีตัวเลขหรือเกณฑ์ชัด ไม่ใช่คำกว้างอย่าง "ขึ้นกับหลายปัจจัย" เพียงอย่างเดียว
- ถ้าเป็นขั้นตอน ใช้ รายการเลข ถ้าเป็นการเทียบ ใช้ ตาราง Google ดึงสองรูปแบบนี้ไปแสดงบ่อย
- เลี่ยงสรรพนามลอย ทุกย่อหน้าต้องระบุชื่อสิ่งที่พูดถึงซ้ำ
โครงสร้าง H2/H3 และ FAQ Schema
โครงสร้าง H2/H3 ที่ดีคือการเรียงหัวข้อเป็นชั้นตามลำดับความคิด H3 อยู่ใต้ H2 เท่านั้น ไม่ข้ามชั้น ส่วน FAQ Schema คือโค้ดที่ระบุคู่คำถาม-คำตอบให้ Google อ่านได้โดยตรง ทั้งสองอย่างช่วยให้ระบบแยกได้ว่าส่วนไหนของหน้าตอบคำถามอะไร
- ทำหน้าละ 1 หัวข้อหลัก ไม่ยัดหลายเรื่องรวมในหน้าเดียว
- ใส่ FAQPage Schema เฉพาะคำถามที่มีคำตอบอยู่บนหน้าจริง
- ใช้ Article Schema ระบุผู้เขียน วันเผยแพร่ และวันอัปเดต
- เช็กด้วย Rich Results Test ของ Google ว่า Schema ไม่มี error ก่อนเผยแพร่
สร้างความน่าเชื่อถือของแหล่ง
ความน่าเชื่อถือของแหล่งในสายตา Google มาจากผู้เขียนที่ระบุตัวได้ เนื้อหาที่อ้างอิงข้อมูลตรวจสอบได้ เว็บที่มีประวัติเผยแพร่สม่ำเสมอ และการถูกเว็บอื่นอ้างถึง เว็บที่ตอบดีแต่ไม่มีใครรู้ว่าใครเขียน มีโอกาสถูกเลือกไปสรุปน้อยกว่าเว็บที่แสดงตัวชัด
- เพิ่มหน้าทีมงานพร้อมรูป ชื่อ และประสบการณ์จริง
- อัปเดตบทความสำคัญอย่างน้อยทุก 6 เดือน พร้อมระบุวันอัปเดต
- ใส่แหล่งอ้างอิงเป็นลิงก์ตรงที่ตัวเลข ไม่ใช่รวมท้ายบทความอย่างเดียว
- ขอให้ลูกค้ารีวิวบน Google Business Profile ต่อเนื่อง เพราะเป็นสัญญาณที่ Google อ่านได้โดยตรง
วิธีเช็กว่า AI แนะนำแบรนด์คุณหรือยัง (ทำเองได้)
คุณตรวจสอบเองได้โดยลองถาม ChatGPT, Gemini และ Perplexity ด้วย prompt แบบที่ลูกค้าน่าจะถาม เช่น "เอเจนซีรับทำ SEO ที่ไหนดี" แล้วดูว่ามีชื่อแบรนด์คุณโผล่มาไหม พร้อมจดว่าคู่แข่งเจ้าไหนถูกอ้างถึงบ่อย วิธีนี้ใช้เวลาไม่ถึง 30 นาที และเป็นหลักการเดียวกับเครื่องมือ AI visibility checker ที่นิยมในไทยปี 2026 (ที่มา: TYN Magazine, 2026)
- เขียนคำถาม 10 ข้อที่ลูกค้าจริงน่าจะถาม AI ผสมทั้งคำถามเชิงแนะนำ ("เจ้าไหนดี") และเชิงเทียบ ("A กับ B อันไหนคุ้ม")
- ถามคำถามชุดเดียวกันใน ChatGPT, Gemini และ Perplexity โดยเปิดหน้าต่างใหม่ที่ไม่มีประวัติแชตเก่า เพื่อไม่ให้ AI จำชื่อแบรนด์คุณจากบทสนทนาก่อนหน้า
- จดผลลงตาราง ว่าแต่ละคำถาม AI เอ่ยชื่อแบรนด์คุณหรือไม่ อยู่ลำดับที่เท่าไหร่ และอ้างอิงลิงก์จากเว็บไหน
- จดชื่อคู่แข่งทุกเจ้าที่ AI พูดถึง แล้วนับว่าใครโผล่บ่อยสุด
- เปิดลิงก์ที่ AI อ้างอิง ดูว่าหน้าเหล่านั้นเขียนแบบไหน มีตาราง มีตัวเลข มี Schema อะไร นั่นคือมาตรฐานที่คุณต้องทำให้ถึง
- ทำซ้ำทุกเดือนด้วย prompt ชุดเดิม แล้วเทียบแนวโน้ม ถ้าจ้างเอเจนซีอยู่ ขอให้เขาส่งรายงานรูปแบบนี้ประกอบทุกเดือน
prompt ทดสอบที่ควรใช้
prompt ทดสอบที่ควรใช้คือคำถามที่เลียนแบบภาษาลูกค้าจริง ไม่ใช่ภาษานักการตลาด ตัวอย่างสำหรับธุรกิจรับทำ SEO เช่น "รับทำ SEO AEO เจ้าไหนดี ราคาไม่แพง" "AEO agency Thailand ที่ทำสายขาว" "อยากให้ ChatGPT แนะนำร้าน ต้องจ้างใคร" และ "GEO agency Thailand ที่โชว์เคสจริง"
เคล็ดลับ: ใส่ทำเลหรือขนาดธุรกิจลงใน prompt ด้วย เช่น "สำหรับ SME กรุงเทพ" เพราะลูกค้าจริงมักถามพร้อมบริบท และ AI จะตอบชื่อแบรนด์ต่างชุดกันเมื่อบริบทต่างกัน
จดคู่แข่งที่ถูก AI อ้างถึง
การจดคู่แข่งที่ AI อ้างถึงคือการเก็บรายชื่อทุกแบรนด์ที่ปรากฏในคำตอบ พร้อมความถี่และแหล่งที่ AI ใช้อ้างอิง ข้อมูลนี้มีค่ากว่าอันดับคีย์เวิร์ด เพราะบอกตรง ๆ ว่าตอนนี้ AI "ไว้ใจ" ใคร และไว้ใจเพราะเนื้อหาแบบไหน
จากเคสที่พบบ่อย คู่แข่งที่ AI แนะนำมักไม่ใช่เจ้าที่อันดับ 1 บน Google แต่เป็นเจ้าที่ถูกสื่อหรือเว็บรีวิวพูดถึงหลายแห่ง นี่คือช่องว่างที่ SME ปิดได้ด้วย GEO โดยไม่ต้องสู้งบโฆษณา
ทำซ้ำเป็นรอบเพื่อดูแนวโน้ม
การทำซ้ำเป็นรอบคือการรัน prompt ชุดเดิมทุกเดือนในวันใกล้กัน แล้วเทียบว่าจำนวนครั้งที่ AI เอ่ยชื่อแบรนด์เพิ่มหรือลด คำตอบของ AI เปลี่ยนได้ทุกวัน การวัดครั้งเดียวจึงบอกอะไรไม่ได้ ต้องดูแนวโน้มอย่างน้อย 3 รอบขึ้นไป
ข้อเสียของการเช็กด้วยมือคือใช้เวลาและมีความคลาดเคลื่อนจากถ้อยคำที่ต่างกันเล็กน้อย ถ้าธุรกิจของคุณมีคีย์เวิร์ดหลายสิบคำ เครื่องมือ AI visibility
