ทําธุรกิจอะไรดี 2568 คำตอบคือเลือกจาก 4 กลุ่มที่สถาบันการเงินไทยประเมินว่าเติบโต ได้แก่ ท่องเที่ยว, Health & Wellness, ธุรกิจสัตว์เลี้ยง และอีคอมเมิร์ซ/คอนเทนต์ออนไลน์ โดยใช้งบลงทุนเริ่มต้นและระยะเวลาคืนทุนเป็นเกณฑ์หลัก ไม่ใช่เลือกตามเทรนด์อย่างเดียว เพราะธุรกิจที่ดังในข่าว อาจไม่เหมาะกับเงินเก็บและทักษะของคุณเลย
อัปเดตล่าสุด: ต้นปี 2569 (2026) — ตัวเลขตลาดอ้างอิงบทวิเคราะห์และการจัดอันดับปี 2568
- ธุรกิจมาแรง 2568 กระจุกอยู่ 4 กลุ่มหลัก ตามการจัดอันดับของ Krungsri (มิ.ย. 2568) และ SMEmove
- งบ 100,000 บาท เริ่มธุรกิจได้จริงอย่างน้อย 3 รูปแบบ แต่ต้องกันเงินสำรอง 20–30% ของงบเสมอ
- กำไรสุทธิวันละ 1,000 บาท เท่ากับกำไรเดือนละราว 30,000 บาท ต้องเลือกสินค้ามาร์จิ้นสูงหรือขายซ้ำได้
- ธุรกิจโต๊ะสนุกเกอร์และธุรกิจโต๊ะจีนใช้เงินหลักแสนขึ้นไป คืนทุนช้ากว่าธุรกิจออนไลน์ชัดเจน
- สาเหตุที่ SME ไทยปิดตัวปีแรกส่วนใหญ่มาจาก ไม่ใช่แค่เลือกธุรกิจผิดประเภท
ทําธุรกิจอะไรดี 2568? สรุปภาพรวมก่อนตัดสินใจ
ธุรกิจที่น่าทำในปี 2568 แบ่งเป็น 4 กลุ่มหลักตามการวิเคราะห์ของสถาบันการเงินไทย ได้แก่ ท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์, Health & Wellness, ธุรกิจสัตว์เลี้ยง และอีคอมเมิร์ซ/คอนเทนต์ออนไลน์ โดยควรเลือกจากงบลงทุนเริ่มต้น ทักษะ และเวลาที่มีจริง ไม่ใช่เลือกจากเทรนด์เพียงอย่างเดียว
นิยามก่อนให้ตรงกัน: ธุรกิจมาแรง 2568 คือ กลุ่มธุรกิจที่สถาบันการเงินและหน่วยงานวิจัยไทยประเมินว่ามีแนวโน้มรายได้เติบโตสูงในปี พ.ศ. 2568 จากเทรนด์ผู้บริโภค เทคโนโลยี และนโยบายภาครัฐ การจัดกลุ่มในบทความนี้อ้างอิงบทวิเคราะห์ของ Krungsri (มิถุนายน 2568) และการจัดอันดับของ SMEmove ส่วนภาพรวมการจดทะเบียนธุรกิจใหม่ปี 2568 อยู่ที่
เทรนด์ผู้บริโภคไทยปี 2568 ที่เปลี่ยนไปจากปีก่อน
เทรนด์ผู้บริโภคไทยปี 2568 คือใช้จ่ายระวังขึ้น แต่ยอมจ่ายแพงใน 3 เรื่อง ได้แก่ สุขภาพ สัตว์เลี้ยง และประสบการณ์ เช่น คาเฟ่เฉพาะทางหรือทริปสั้น ส่วนการซื้อของทั่วไปย้ายไปอยู่บน TikTok Shop และไลฟ์ขายของเกือบหมด ใครขายแบบเดิมโดยไม่มีหน้าร้านออนไลน์จะเสียเปรียบทันที
หลักเลือกธุรกิจ 3 ข้อ: งบ ทักษะ เวลา
หลักเลือกธุรกิจสำหรับมือใหม่มี 3 ข้อ คือ งบที่เสียได้โดยไม่เดือดร้อน ทักษะที่ทำได้ดีกว่าคนทั่วไป และเวลาที่มีจริงต่อวัน ตอบครบ 3 ข้อก่อน แล้วค่อยไปดูว่าเทรนด์ไหนโต ลำดับนี้ห้ามสลับ
- งบ — รับได้ไหมถ้าเงินก้อนนี้หายหมด ถ้ารับไม่ได้ ให้เริ่มจากธุรกิจลงทุนน้อย ซึ่งหมายถึงธุรกิจที่ใช้เงินเริ่มต้นไม่เกิน 50,000 บาท
- ทักษะ — ธุรกิจที่ต่อยอดจากทักษะเดิมคืนทุนเร็วกว่าเริ่มจากศูนย์เสมอ
- เวลา — ถ้ายังควบงานประจำ ตัดธุรกิจที่ต้องเฝ้าหน้าร้านทุกวันออกได้เลย
สรุปเร็ว: เทรนด์บอกได้แค่ว่าตลาดโต แต่ตัวตัดสินว่าคุณรอดหรือไม่ คืองบ ทักษะ และเวลาของคุณเอง
ตารางเทียบธุรกิจน่าทำปี 2568 ตามงบลงทุนเริ่มต้น

ธุรกิจน่าทำปี 2568 เมื่อเทียบตามงบลงทุนเริ่มต้น แบ่งได้ 3 ระดับ คือ ต่ำกว่า 10,000 บาท (ขายออนไลน์แบบพรีออเดอร์, ขายบริการ), 10,000–50,000 บาท (แฟรนไชส์เครื่องดื่มเล็ก, สตรีทฟู้ด) และ 50,000–100,000 บาทขึ้นไป (ร้านมีหน้าร้าน, สต๊อกสินค้า) โดยกลุ่มบริการที่แทบไม่มีต้นทุนสินค้าคืนทุนเร็วที่สุด
ก่อนอ่านตาราง นิยาม 2 คำที่ใช้ตลอดบทความ: งบลงทุนเริ่มต้น คือ เงินก้อนแรกทั้งหมดก่อนเปิดขายวันแรก รวมอุปกรณ์ สต๊อก และค่ามัดจำ ส่วนระยะเวลาคืนทุน คือ จำนวนเดือนที่กำไรสะสมเท่ากับงบลงทุนเริ่มต้นทั้งหมด ใช้เทียบความเสี่ยงระหว่างธุรกิจแต่ละประเภทได้ตรงที่สุด
| ธุรกิจ | งบลงทุนเริ่มต้น | ระยะเวลาคืนทุนโดยประมาณ | ทำคนเดียวได้ไหม |
|---|---|---|---|
| ขายบริการจากทักษะ (กราฟิก/แปลภาษา) | 0–5,000 บาท | ทันทีที่มีงานแรก | ได้ |
| ขายของออนไลน์แบบพรีออเดอร์ | 3,000–10,000 บาท | 1–3 เดือน | ได้ |
| คอร์สออนไลน์/คอนเทนต์ | 5,000–20,000 บาท | 3–6 เดือน | ได้ |
| รถเข็นสตรีทฟู้ด | 3–6 เดือน | ได้ แต่เหนื่อย | |
| แฟรนไชส์เครื่องดื่มขนาดเล็ก | 6–12 เดือน | ได้ 1–2 คน | |
| ร้านออนไลน์พร้อมสต๊อก + โฆษณา | 50,000–100,000 บาท | 6–12 เดือน | ได้ |
| บริการดูแล/อาบน้ำสัตว์เลี้ยง | 50,000–150,000 บาท | 8–18 เดือน | ได้ ถ้ามีทักษะ |
| ร้านอาหารเฉพาะกลุ่มขนาดเล็ก | 100,000 บาทขึ้นไป | 12–24 เดือน | ไม่ ควรมีทีม |
| ธุรกิจโต๊ะจีน (รับจัดเลี้ยง) | หลักแสนขึ้นไป | 12–24 เดือน | ไม่ ต้องมีทีมครัว |
| ธุรกิจโต๊ะสนุกเกอร์ | หลักแสนถึงหลักล้าน | 18–36 เดือน | ไม่ ต้องมีทำเล+คนเฝ้า |
ข้อควรระวัง: ระยะเวลาคืนทุนในตารางเป็นค่าประมาณจากเคสทั่วไป ตัวเลขจริงขึ้นกับทำเล ยอดขาย และค่าเช่าของแต่ละพื้นที่
งบต่ำกว่า 10,000 บาท: เริ่มจากบริการและออนไลน์
ธุรกิจงบต่ำกว่า 10,000 บาทที่เริ่มได้จริง คือกลุ่มขายบริการจากทักษะและขายออนไลน์แบบพรีออเดอร์ เช่น รับออกแบบกราฟิก รับหิ้วสินค้า หรือขายของมือสอง ต้นทุนหลักคือเวลา ไม่ใช่เงิน ข้อดีคือล้มแล้วเจ็บน้อย ข้อเสียคือรายได้โตช้า เพราะแลกกับแรงตัวเองล้วน ๆ
งบ 10,000–50,000 บาท: แฟรนไชส์เล็กและสตรีทฟู้ด
ธุรกิจงบ 10,000–50,000 บาทที่เด่นสุดคือแฟรนไชส์ขนาดเล็กและสตรีทฟู้ด โดยธุรกิจแฟรนไชส์ คือ รูปแบบธุรกิจที่ผู้ลงทุนจ่ายค่าสิทธิ์เพื่อใช้แบรนด์ สูตร และระบบสำเร็จรูปของเจ้าของแฟรนไชส์ เริ่มขายได้เร็ว แลกกับค่าธรรมเนียมและข้อผูกมัดตามสัญญา ส่วนสตรีทฟู้ดอิสระกว่าแต่ต้องหาทำเลเองทั้งหมด
จากเคสที่เราเห็นซ้ำบ่อยที่สุด คนที่รอดในกลุ่มนี้คือคนที่เลือกทำเลก่อนเลือกเมนู ไม่ใช่ทำกลับกัน
งบ 50,000–100,000+ บาท: ธุรกิจมีหน้าร้านและสต๊อก
ธุรกิจงบ 50,000–100,000 บาทขึ้นไป เปิดทางเลือกทั้งร้านออนไลน์ที่สต๊อกสินค้าเองเพื่อกำไรต่อชิ้นสูงขึ้น และหน้าร้านขนาดเล็ก ถ้าสนใจสายอาหาร แนะนำอ่านคู่มือเปิดร้านอาหารสำหรับมือใหม่: ต้นทุนและใบอนุญาตก่อน เพราะร้านอาหารมีต้นทุนแฝงเยอะที่สุดในบรรดาธุรกิจงบระดับนี้
Top 10 ธุรกิจมาแรง 2568 พร้อมเหตุผลว่าทำไมถึงโต
Top 10 ธุรกิจมาแรง 2568 ตามการจัดกลุ่มของ Krungsri และ SMEmove ได้แก่ ท่องเที่ยวและที่พัก, Health & Wellness, ธุรกิจสัตว์เลี้ยง, อีคอมเมิร์ซและ TikTok Shop, คอนเทนต์ออนไลน์, ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ (Silver Economy), Cloud/Cyber Security, ร้านอาหารเฉพาะกลุ่ม, คอร์สออนไลน์ และธุรกิจที่ปรึกษา แต่ละกลุ่มมีปัจจัยหนุนต่างกัน
- ท่องเที่ยวและที่พัก — นักท่องเที่ยวกลับมาต่อเนื่อง ต่อยอดได้ตั้งแต่ทัวร์ท้องถิ่นถึงเช่าอุปกรณ์แคมป์
- Health & Wellness — คนไทยจ่ายเพื่อสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น ทั้งอาหารคลีน ฟิตเนส และผลิตภัณฑ์เสริม
- ธุรกิจสัตว์เลี้ยง — ตลาดสัตว์เลี้ยงไทยปี 2568 มีมูลค่าประมาณ จากกระแสเลี้ยงสัตว์แทนลูก
- อีคอมเมิร์ซและ TikTok Shop — มูลค่าอีคอมเมิร์ซไทยปี 2568 อยู่ที่ ใครยังไม่มีร้านออนไลน์ เริ่มจากวิธีเปิดร้านค้าออนไลน์บน TikTok Shop ทีละขั้นตอนได้เลย
- คอนเทนต์ออนไลน์ — แบรนด์เล็กใหญ่ต้องการวิดีโอสั้นมหาศาล ครีเอเตอร์และทีมโปรดักชันจิ๋วจึงมีงานต่อเนื่อง
- ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ (Silver Economy) — สัดส่วนผู้สูงอายุไทยปี 2568 อยู่ที่ ดันความต้องการบริการดูแล อาหารเฉพาะ และอุปกรณ์ช่วยเหลือ
- Cloud/Cyber Security — องค์กรไทยย้ายระบบขึ้นคลาวด์ต่อเนื่อง คนมีทักษะสายนี้รับงานที่ปรึกษาได้โดยแทบไม่ใช้เงินลงทุน
- ร้านอาหารเฉพาะกลุ่ม — ร้านทั่วไปแข่งดุ แต่ร้านที่ชัดว่าขายใคร เช่น อาหารสุขภาพ อาหารฮาลาล ยังมีช่องว่าง
- คอร์สออนไลน์ — ทำครั้งเดียว ขายซ้ำได้ไม่จำกัด เหมาะกับคนมีความรู้เฉพาะทางที่พิสูจน์ผลงานได้
- ธุรกิจที่ปรึกษาและบริการมืออาชีพ — SME จ้างพนักงานประจำน้อยลง หันมาจ้างฟรีแลนซ์เฉพาะทางรายโปรเจกต์แทน
กลุ่มไลฟ์สไตล์: ท่องเที่ยว สัตว์เลี้ยง คาเฟ่เฉพาะทาง
กลุ่มไลฟ์สไตล์ขายความรู้สึกมากกว่าตัวสินค้า จุดแข็งคือลูกค้ายอมจ่ายพรีเมียม จุดอ่อนคือกระแสหมุนเร็ว คาเฟ่ที่ไม่มีจุดขายเฉพาะมักอยู่ไม่เกิน 1–2 ปี ทางรอดคือผูกกับชุมชนหรือกลุ่มลูกค้าที่กลับมาซ้ำ เช่น คาเฟ่สัตว์เลี้ยงที่ขายบริการอาบน้ำตัดขนร่วมด้วย
กลุ่มสุขภาพ: Wellness, Mental Health, ดูแลผู้สูงอายุ
กลุ่มสุขภาพและ Health & Wellness โตจากโครงสร้างประชากร ไม่ใช่กระแสชั่วคราว จึงเสี่ยงตลาดอิ่มตัวต่ำที่สุดใน Top 10 นี้ แต่มีเงื่อนไขมาตรฐานและใบอนุญาตมากกว่ากลุ่มอื่น โดยเฉพาะธุรกิจดูแลผู้สูงอายุที่ต้องขออนุญาตตามกฎหมายสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ ควรศึกษาก่อนลงเงิน
กลุ่มดิจิทัล: อีคอมเมิร์ซ คอนเทนต์ คอร์สออนไลน์
กลุ่มดิจิทัลใช้งบลงทุนเริ่มต้นต่ำที่สุด และเริ่มควบงานประจำได้ ข้อเสียที่ต้องพูดตรง ๆ คือแข่งขันสูงที่สุดเช่นกัน เพราะใครก็เริ่มได้ คนที่รอดคือคนที่เลือกสินค้าหรือหัวข้อเฉพาะกลุ่ม (niche) แล้วทำต่อเนื่องเกิน 6 เดือน ไม่ใช่คนที่ทำตามคลิปไวรัลแล้วเลิกใน 1 เดือน
กลุ่มบริการมืออาชีพ: ที่ปรึกษา กราฟิก โปรดักชัน
กลุ่มบริการมืออาชีพแทบไม่ต้องใช้เงิน ใช้ผลงานเก่าเป็นทุน จึงเป็นธุรกิจส่วนตัวสำหรับมือใหม่ที่เสี่ยงต่ำสุดสำหรับมนุษย์เงินเดือน เริ่มจากรับงานเป็นอาชีพเสริมก่อน พอรายได้แตะ 60–70% ของเงินเดือนสม่ำเสมอ ค่อยคิดเรื่องออกมาทำเต็มตัว
ขายอะไรให้ได้วันละ 1,000 บาท? คำนวณย้อนกลับให้ดูจริง ๆ

ขายให้ได้วันละ 1,000 บาท ต้องนิยามก่อนว่า รายได้วันละ 1,000 บาท คือ กำไรสุทธิหลังหักต้นทุนสินค้าและค่าใช้จ่ายรายวัน ไม่ใช่ยอดขาย เช่น สินค้ามาร์จิ้น 50% ต้องมียอดขายวันละ 2,000 บาท มาร์จิ้น 25% ต้องขายถึงวันละ 4,000 บาท สินค้าที่ทำได้จริงคืออาหารปรุงสด เครื่องดื่ม และสินค้าออนไลน์มาร์จิ้นสูงที่ลูกค้าซื้อซ้ำ
กำไรวันละ 1,000 บาทเท่ากับเดือนละราว 30,000 บาท สูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำไทยปี 2568 ราว นี่คือเหตุผลว่าลิสต์ "ขายอะไรดี" ที่ไม่มีตัวเลข ใช้ตัดสินใจจริงไม่ได้
สูตรคำนวณ: กำไรเป้าหมาย ÷ มาร์จิ้น = ยอดขายที่ต้องทำ
สูตรคำนวณยอดขายเพื่อกำไรวันละ 1,000 บาท คือ ยอดขายที่ต้องทำ = 1,000 ÷ %มาร์จิ้น ทำตาม 4 ขั้นนี้:
- ตั้งเป้ากำไรสุทธิต่อวัน ในที่นี้คือ 1,000 บาท
- หามาร์จิ้นของสินค้า จากสูตร (ราคาขาย − ต้นทุนต่อชิ้น) ÷ ราคาขาย × 100
- คำนวณยอดขายที่ต้องทำ: ยอดขาย = 1,000 ÷ %มาร์จิ้น เช่น มาร์จิ้น 40% ต้องขาย 1,000 ÷ 0.40 = 2,500 บาทต่อวัน
- แปลงเป็นจำนวนชิ้น เช่น ขายจานละ 50 บาท เท่ากับต้องขาย 50 จานต่อวัน แล้วถามตัวเองว่าทำเลของคุณมีคนเดินผ่านพอไหม
ตัวอย่างสินค้า 5 กลุ่มที่ทำกำไรวันละ 1,000 ได้จริง
- อาหารตามสั่ง — มาร์จิ้นเฉลี่ย ต้องมียอดขายราว บาทต่อวัน
- เครื่องดื่มชงเอง — มาร์จิ้นราว จุดแข็งคือลูกค้าประจำซื้อซ้ำได้ทุกวัน
- สินค้าออนไลน์ทั่วไป — มาร์จิ้นราว ต้องหักค่าโฆษณาและค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มก่อนคิดกำไรเสมอ
- ขนม/เบเกอรี่ทำเอง — มาร์จิ้นสูงเพราะวัตถุดิบถูก แต่แลกกับเวลาทำและอายุสินค้าสั้น
- บริการรายชั่วโมง — เช่น ตัดผม นวด สอนพิเศษ มาร์จิ้นเกิน 80% เพราะต้นทุนหลักคือแรงตัวเอง ลูกค้า 3–4 คนต่อวันก็แตะเป้าได้
ทำเลและช่องทางขายที่มีทราฟฟิกพอสำหรับเป้านี้
ทำเลที่รองรับยอดขายวันละ 2,500–4,000 บาท ต้องมีคนเดินผ่านหลักร้อยต่อชั่วโมง เช่น หน้าตลาด โรงเรียน หรือย่านออฟฟิศ ส่วนช่องทางออนไลน์ต้องยิงโฆษณาหรือทำคอนเทนต์สม่ำเสมอ เพราะโพสต์เฉย ๆ แทบไม่มีคนเห็นแล้ว
เคล็ดลับจากภาคสนาม: ก่อนเช่าทำเล ให้ไปยืนนับคนเดินผ่านจริงช่วงเวลาขาย 2–3 วัน เสียเวลาไม่กี่ชั่วโมง ถูกกว่าค่าเช่าที่จ่ายทิ้งหลายเดือนแน่นอน
มีเงิน 100,000 ทําธุรกิจอะไรดี? 3 เส้นทางที่คุ้มที่สุด

มีเงิน 100,000 บาท เริ่มธุรกิจได้ 3 เส้นทางหลัก: (1) ซื้อธุรกิจแฟรนไชส์ขนาดเล็กที่มีระบบพร้อม (2) เปิดร้านออนไลน์พร้อมสต๊อกและงบโฆษณา (3) ลงทุนอุปกรณ์ทำธุรกิจบริการ เช่น กล้อง เครื่องมือช่าง หลักสำคัญคือห้ามใช้เงินหมด ต้องกันเงินสำรอง 20,000–30,000 บาทเป็นทุนหมุนเวียนอย่างน้อย 3 เดือน
เส้นทางที่ 1: แฟรนไชส์ต่ำกว่า 70,000 บาท ข้อดี-ข้อผูกมัด
แฟรนไชส์ค่าแรกเข้าไม่เกิน 70,000 บาทมีให้เลือกจริงในปี 2568 เช่น ข้อดีคือมีแบรนด์ สูตร และระบบพร้อม เปิดขายได้ใน 2–4 สัปดาห์ ข้อผูกมัดที่ต้องอ่านให้ขาดคือค่าธรรมเนียมรายเดือน เงื่อนไขบังคับซื้อวัตถุดิบ และข้อห้ามย้ายทำเล ที่สำคัญ เจ้าของแฟรนไชส์ไม่การันตียอดขายให้คุณ
เส้นทางที่ 2: ร้านออนไลน์ + งบโฆษณา แบ่งเงินยังไง
ร้านออนไลน์ที่สต๊อกสินค้าเองด้วยงบ 100,000 บาท ควรแบ่งเป็นค่าสินค้าล็อตแรก 40–50%, งบโฆษณา 20–30% และเงินสำรอง 20–30% ห้ามทุ่มค่าสินค้าจนไม่เหลืองบโฆษณา เพราะสินค้าที่ไม่มีคนเห็นคือเงินจม อ่านวิธียิงโฆษณาออนไลน์งบน้อยให้คุ้มทุกบาทก่อนยิงจริง จะลดค่าเรียนรู้ไปได้มาก
เส้นทางที่ 3: ธุรกิจบริการที่ลงทุนอุปกรณ์ครั้งเดียว
ธุรกิจบริการอย่างช่างภาพ ช่างซ่อม หรือรับตัดต่อวิดีโอ ใช้เงินซื้ออุปกรณ์ก้อนเดียว แล้วสร้างรายได้ต่อเนื่องโดยไม่มีต้นทุนสินค้า ระยะเวลาคืนทุนจึงสั้นถ้ามีลูกค้าสม่ำเสมอ เหมาะกับคนมีฝีมืออยู่แล้วที่อยากใช้เงิน 100,000 บาทยกระดับจากมือสมัครเล่นเป็นมืออาชีพ
กฎเหล็ก: ห้ามลงทุนหมด 100,000 ในก้อนเดียว
โครงสร้างแบ่งเงิน 100,000 บาทที่ปลอดภัย คือ ลงทุนหลัก 60–70% ทุนหมุนเวียน 20–30% และเงินฉุกเฉิน 10% แยกบัญชีชัดเจน:
- ลงทุนหลักไม่เกิน 60–70% (60,000–70,000 บาท) สำหรับอุปกรณ์ สต๊อก หรือค่าแฟรนไชส์
- ทุนหมุนเวียน 20–30% (20,000–30,000 บาท) สำหรับค่าเช่า วัตถุดิบ และโฆษณาช่วง 3 เดือนแรกที่ยังไม่มีกำไร
- เงินฉุกเฉิน 10% (10,000 บาท) แยกบัญชี ห้ามแตะจนกว่าจะเจอเหตุไม่คาดฝันจริง
จากเคสที่พบบ่อย คนที่เจ๊งเร็วที่สุดไม่ใช่คนขายไม่ดี แต่คือคนที่ขายพอได้แต่เงินหมุนไม่ทัน เพราะไม่ได้กันเงินสำรองไว้เลย
ธุรกิจโต๊ะสนุกเกอร์ vs ธุรกิจโต๊ะจีน: ลงทุนหนักแบบไหนคุ้มกว่า
ธุรกิจโต๊ะสนุกเกอร์เป็นธุรกิจรายได้ประจำจากค่าเช่ารายชั่วโมง เหมาะกับคนมีทำเลและทุนก้อนใหญ่ ส่วนธุรกิจโต๊ะจีนเป็นธุรกิจรับจัดเลี้ยงตามออเดอร์ รายได้ต่องานสูงแต่ไม่สม่ำเสมอ ทั้งสองใช้งบลงทุนเริ่มต้นหลักแสนขึ้นไป และมีระยะเวลาคืนทุนช้ากว่าธุรกิจออนไลน์อย่างชัดเจน
