Seedance 2.0 คือโมเดล AI สร้างวิดีโอจากข้อความและรูปภาพ (text-to-video / image-to-video) ที่พัฒนาโดย ByteDance ให้บริการอย่างเป็นทางการผ่าน Dreamina (CapCut) ความละเอียดสูงสุด 4K จุดเด่นคือเล่าเรื่องแบบหลายช็อต (multi-shot storytelling) และสร้างเสียงประกอบในตัว (native audio) จบในการเรนเดอร์เดียว คู่มือนี้ (อัปเดตล่าสุดปี 2026) เทียบกับ Sora 2, Veo 3, Kling AI พร้อมสอนทำหนัง AI 7 ขั้นตอนและต้นทุนจริงต่อคลิป
ประเด็นสำคัญ
- Seedance 2.0 พัฒนาโดย ByteDance ช่องทางทางการมีที่เดียวคือ Dreamina (CapCut) — เว็บอย่าง seedance2.com และ seevio.ai เป็น third-party ไม่ใช่ของ ByteDance
- Seedance 2.0 สร้างหลายช็อต + เสียงประกอบใน การเรนเดอร์เดียว ขณะที่ Sora 2 (OpenAI), Veo 3 (Google DeepMind) และ Kling AI ส่วนใหญ่ยังแยกขั้นตอนภาพกับเสียง
- ราคาต่อคลิปผ่านช่องทางทางการเริ่มที่ และต้นทุนจริงต้องบวกค่า re-roll กับ upscale เสมอ
- Agentic AI วางแผนและรัน pipeline ทั้งเส้น (สคริปต์ → ช็อต → เรนเดอร์ → ตัดต่อ) ได้เอง ส่วน AI Agent ทำงานเฉพาะอย่างทีละงาน
- Imgentic (imgentic.ai) คือ
Seedance 2.0 คืออะไร? (What Is Seedance 2.0)
Seedance 2.0 คือโมเดล AI video generation ตัวเรือธงของ ByteDance ที่แปลง prompt ข้อความหรือภาพนิ่งเป็นคลิปวิดีโอระดับภาพยนตร์ รองรับ multi-shot storytelling, native audio co-generation และเอาต์พุตสูงสุด 4K ใช้งานทางการได้ผ่าน Dreamina (CapCut) เท่านั้น เปิดตัวเมื่อ
ใช้งานจริงมี 2 ทาง ทางแรกพิมพ์บรรยายฉากเป็นข้อความ (text-to-video) ทางที่สองอัปโหลดภาพอ้างอิงตัวละครหรือสินค้า (image-to-video) แล้วโมเดลจะคืนช็อตที่มีการเคลื่อนกล้อง แสง และเสียงมาให้ครบ ความยาวสูงสุดต่อการ gen 1 ครั้งอยู่ที่
ต่างจาก Seedance 1.0 ตรงไหน
Seedance 2.0 พัฒนาต่อจาก Seedance 1.0 ในด้าน สำหรับครีเอเตอร์ จุดเปลี่ยนที่รู้สึกได้ชัดสุดคือความต่อเนื่องข้ามคัต ตัวละคร เสื้อผ้า และแสงยังเป็นคนเดิมฉากเดิมทุกช็อต ไม่รีเซ็ตใหม่ทุกครั้งที่ gen เหมือนโมเดลรุ่นก่อน
ช่องทางทางการ: Dreamina (CapCut) vs เว็บเลียนแบบ — เช็กยังไงว่าของแท้
ช่องทางทางการของ Seedance 2.0 คือ Dreamina (CapCut) เพราะ ByteDance เป็นผู้ดำเนินการทั้ง Dreamina และ CapCut โดยตรง ส่วนโดเมนอย่าง seedance2.com และ seevio.ai ที่ติดอันดับค้นหา เป็นบริการ third-party ที่นำโมเดลไปห่อขายต่อ ไม่ใช่เว็บของ ByteDance
จากเคสที่เจอบ่อยในกลุ่มครีเอเตอร์ไทย เช็ก 3 ข้อนี้ก่อนจ่ายเงินทุกครั้ง:
- ดูชื่อผู้ให้บริการใน footer หรือ terms of service ต้องเป็น ByteDance หรือบริษัทลูกทางการ ไม่ใช่บริษัทอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง
- เทียบราคากับเครดิต Dreamina ทางการ เพราะเว็บ third-party มักบวกราคาเพิ่มทั้งที่ได้ผลลัพธ์เดียวกัน
- อ่านเงื่อนไขสิทธิ์เชิงพาณิชย์บนแพลตฟอร์มที่จ่ายเงินจริง เพราะสิทธิ์ระหว่างช่องทางทางการกับ reseller อาจไม่เท่ากัน
Multi-shot Storytelling และ Native Audio คืออะไร
Multi-shot storytelling คือความสามารถของ Seedance 2.0 ในการสร้างช็อตที่ต่อเนื่องกันหลายช็อตในการเรนเดอร์เดียว เช่น ภาพกว้าง โคลสอัป ช็อตรีแอ็กชัน โดยตัวละครและฉากยังคงเดิม ส่วน native audio generation คือการสร้างเสียงบรรยากาศและเอฟเฟกต์พร้อมภาพในทีเดียว ไม่ต้องใส่ทีหลัง
โมเดลคู่แข่งส่วนใหญ่ยังแยก 2 ขั้นตอนนี้ออกจากกัน คุณต้อง gen คลิปเงียบทีละช็อต แล้วค่อยเรียงและใส่เสียงเอง นี่คือเหตุผลหลักที่ Seedance 2.0 ลดเวลาตัดต่อโฆษณาและหนังสั้นได้มากกว่า
Seedance 2.0 vs Sora 2 vs Veo 3 vs Kling AI: ปี 2026 เลือกตัวไหนดี?

Seedance 2.0 แข่งกับ Sora 2 (OpenAI), Veo 3 (Google DeepMind) และ Kling AI ในด้านคุณภาพภาพ แต่จุดที่ฉีกออกมาคือการคุมเล่าเรื่องหลายช็อตและเสียงในตัวจบในเรนเดอร์เดียว ตัวเลือกที่ถูกต้องขึ้นกับงบต่อคลิป ความยาวที่ต้องใช้ สิทธิ์เชิงพาณิชย์ และคุณต้องการ workflow ครบวงจรหรือไม่
| โมเดล | ราคา (2026) | ความยาว / ความละเอียดสูงสุด | เสียงในตัว / สิทธิ์เชิงพาณิชย์ |
|---|---|---|---|
| Seedance 2.0 (ByteDance) | / สูงสุด 4K | เสียงในตัว: มี / | |
| Sora 2 (OpenAI) | |||
| Veo 3 (Google DeepMind) | |||
| Kling AI |
เกณฑ์ตัดสินใจ: คุณภาพ ราคาต่อคลิป เสียง ความยาว สิทธิ์
เกณฑ์ตัดสินใจเลือกโมเดล AI video มี 5 ข้อ: คุณภาพเอาต์พุต (การเคลื่อนไหวสมจริง ตัวละครคงที่), ราคาจริงต่อคลิปที่ใช้ได้ (ราคาหน้าเว็บ × จำนวน re-roll เฉลี่ย), เสียงในตัว, ความยาวสูงสุดต่อคลิป และสิทธิ์เชิงพาณิชย์ ราคาต่อ "คลิปที่ใช้ได้จริง" สำคัญกว่าค่า subscription ที่โฆษณา — แพลนถูกที่ต้อง gen ซ้ำ 5 รอบต่อช็อต แพงกว่าแพลนที่แพงกว่าแต่ผ่านใน 2 รอบ
โมเดลไหนเหมาะกับงานไหน (โฆษณา หนังสั้น คลิปโซเชียล)
- หนังสั้นและโฆษณาหลายฉาก: Seedance 2.0 เหมาะสุด เพราะ multi-shot storytelling รักษาตัวละครให้คงเดิมตลอดทั้งซีเควนซ์
- ช็อตฮีโร่เดี่ยวและ b-roll สายภาพสมจริง: Sora 2 หรือ Veo 3 ตอบโจทย์เมื่อต้องการคลิปเด็ดคลิปเดียว
- คอนเทนต์โซเชียลจำนวนมากงบจำกัด: Kling AI เป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับคลิป TikTok/Reels รายวัน
ทำไมมือใหม่ควรเลือก "แพลตฟอร์ม" ก่อนเลือก "โมเดล"
การเลือกแพลตฟอร์ม สำคัญกว่าการเลือกโมเดลสำหรับมือใหม่ เพราะคุณภาพโมเดลไล่กันทันเร็วกว่า workflow มาก โมเดลเปล่าให้แค่คลิปกระจัดกระจาย แต่แพลตฟอร์มโปรดักชันจัดการสคริปต์ วางช็อต คุม consistency และประกอบงานให้รอบตัวโมเดล ถ้าอยากได้ที่เดียวที่รันทั้ง pipeline ลองเทียบโมเดล AI video ที่รองรับบน Imgentic ก่อนผูก subscription กับโมเดลเดียว
อยากทำหนังจาก AI เริ่มยังไง: 7 ขั้นตอน (How to Make an AI Film)
การทำหนังจาก AI ด้วย Seedance 2.0 มี 7 ขั้นตอน: เขียนสคริปต์, แตกเป็น shot list, ออกแบบสไตล์ภาพด้วยภาพอ้างอิง, gen ทีละช็อตแบบ image-to-video, รีวิวและ re-roll ช็อตที่อ่อน, เรียงตัดต่อ, ปิดท้ายด้วยเสียงพากย์และ sound design ก่อน export หนัง 1 นาทีใช้ประมาณ ช็อต
ขั้นที่ 1–2: สคริปต์และ Shot List (Pre-Production)
- เขียนสคริปต์เป็นจังหวะละ 5–10 วินาที วิดีโอ AI ทำงานเป็นช็อตสั้น วางเรื่องเป็น "โมเมนต์" ต่อกัน อย่าเขียนเป็นซีนยาวต่อเนื่อง
- แตกสคริปต์เป็น shot list ใส่เลขกำกับ แต่ละช็อตระบุประเภทภาพ (กว้าง กลาง โคลสอัป), ตัวละคร, แอ็กชัน และอารมณ์ของช็อต — นี่คือโครง prompt ของคุณ
ขั้นที่ 3–5: กำกับและ Gen ช็อตด้วย Prompt แบบ Seedance 2.0
- ออกแบบสไตล์ภาพด้วยภาพอ้างอิง gen หรือเลือกภาพนิ่งตัวละครหลักและฉาก 2–3 ภาพ แล้วใช้ซ้ำผ่าน image-to-video เพื่อให้ทุกช็อตมู้ดเดียวกัน
- Gen ทีละช็อตด้วย directing prompt ไม่ใช่ story prompt บรรยายช็อตเดียวต่อ 1 prompt ระบุกล้อง การเคลื่อนไหว และแสง อย่ายัดพล็อตทั้งเรื่องลง prompt เดียว
- รีวิวและ re-roll ช็อตที่อ่อน ตัดสินแต่ละเทกจากความสมจริงของการเคลื่อนไหว หน้าตัวละครคงเดิมไหม และต่อเนื่องกับช็อตข้างเคียงหรือเปล่า จากการทดสอบโปรดักชันจริง อัตรา re-roll เฉลี่ยอยู่ที่
ขั้นที่ 6–7: ตัดต่อ ลงเสียง และ Export
- เรียงช็อตที่ผ่านแล้วในโปรแกรมตัดต่อ เล็มแต่ละคลิปให้เหลือช่วงเด็ดสุด 3–6 วินาที คัตตอนมีแอ็กชัน และคุมจังหวะให้กระชับ — ฟุตเทจ AI รอดกับการตัดเร็วมากกว่าค้างภาพนาน
- ใส่เสียงพากย์ เพลง sound design แล้ว export native audio ของ Seedance 2.0 ครอบคลุมเสียงบรรยากาศและเอฟเฟกต์แล้ว แต่บทพูดไทยที่ต้องเป๊ะ ให้อัดเสียงหรือใช้ TTS แยกแทร็ก มิกซ์ใต้เสียง native แล้ว export ตามความละเอียดที่ต้องส่งงาน
Directing Prompt: มุมกล้อง ประเภทช็อต และทริกคุม Consistency (แนวทางเดียวกับ Seedance 2.0 Skill OS)
Directing prompt คือการบรรยายช็อตเดียวแบบที่ผู้กำกับบรีฟตากล้อง: ประเภทช็อต การเคลื่อนกล้อง ฟีลเลนส์ แสง และแอ็กชันชัดๆ 1 อย่าง แนวทางนี้ (ที่โปรเจกต์ Seedance 2.0 Skill OS บน GitHub ทำให้แพร่หลาย) ให้ผลดีกว่า prompt แบบเล่าพล็อตแทบทุกครั้ง
ตัวอย่าง directing prompt: "Slow dolly-in on a medium close-up of a woman in a red raincoat standing under a Bangkok BTS station at night, neon reflections on wet pavement, shallow depth of field, cinematic teal-and-orange grade; she turns her head toward camera as rain intensifies."
เคล็ดลับ: ล็อก consistency ด้วยการก็อปคำบรรยายตัวละครชุดเดิมคำต่อคำลงทุก prompt และผูกทุกช็อตกับภาพอ้างอิงภาพเดียวกัน เปลี่ยนแค่คำคุณศัพท์เดียว ("red raincoat" → "crimson coat") ก็อาจได้คนละคนแล้ว อ่านต่อได้ที่วิธีเขียน directing prompt สำหรับวิดีโอ AI
Seedance 2.0 ราคาเท่าไหร่? ต้นทุนจริงต่อหนัง 1 นาที

Seedance 2.0 ราคาขึ้นกับช่องทางที่ใช้: เครดิต Dreamina เริ่มที่ ส่วนแพลตฟอร์มครบวงจรจะรวมเครื่องมือตัดต่อไว้ในแพ็กเดียว หนังสั้น 1 นาทีมีต้นทุนจริงราว เมื่อรวมค่า re-roll และ upscale แล้ว ไม่ใช่แค่ราคาต่อคลิปหน้าเว็บ
| รายการต้นทุน | Dreamina (ทางการ) | Imgentic (imgentic.ai) |
|---|---|---|
| แพ็กเกจเริ่มต้น | ||
| เครดิตต่อช็อต | ||
| ต้นทุนแฝง (re-roll, upscale, เสียง) | ||
| ต้นทุนจริงต่อหนัง 1 นาที |
หมายเหตุ: ราคาและเงื่อนไขเปลี่ยนได้ตลอด ตรวจสอบหน้าราคาทางการของแต่ละแพลตฟอร์มก่อนจ่ายเสมอ
ราคาช่องทางทางการ vs ตัวแทนขาย Third-Party
ราคา Dreamina ทางการคือ benchmark ที่ควรใช้เทียบ เพราะ reseller third-party นำ Seedance 2.0 ตัวเดียวกันมาห่อด้วยราคาบวกเพิ่มหรือระบบเครดิตของตัวเอง จากเคสที่เจอบ่อย ครีเอเตอร์ที่จ่ายผ่านเว็บเลียนแบบมักจ่ายแพงกว่าต่อคลิปทั้งที่ได้ผลลัพธ์เดียวกัน แถมเสียสิทธิ์เข้าถึงซัพพอร์ตและเอกสาร license ทางการไปด้วย
ต้นทุนแฝง: Re-roll, Upscale และเสียง
ต้นทุนแฝงคือตัวพังงบหนัง AI เรื่องแรกของแทบทุกคน มี 3 รายการที่ไม่เคยโผล่บนหน้าราคา:
- Re-roll: เทกที่ไม่ผ่านต้อง gen ใหม่ และแต่ละรอบกินเครดิตเท่าช็อตแรกเป๊ะ — เผื่องบไว้ ของจำนวนช็อตพื้นฐาน
- Upscale: การ gen ดราฟต์ความละเอียดต่ำแล้วค่อย upscale ไฟนอลเป็น 4K มีค่าเครดิตแยกต่อช็อตในบางแพลน
- เสียงและพากย์: native audio รวมมาแล้ว แต่บทพูดไทยผ่าน TTS หรือนักพากย์คือรายจ่ายอีกบรรทัด
วางงบหนังสั้น AI เรื่องแรกยังไง
การวางงบหนังสั้น AI ให้คิดย้อนจากจำนวนช็อต: หนัง 60 วินาที ช็อตละ 5 วินาที ต้องมีช็อตพื้นฐานราว 12 ช็อต คูณด้วยอัตรา re-roll ที่คาด บวก upscale และเสียง แล้วเผื่อ buffer อีก 20–30% ไว้ทดลอง เพราะคุณต้องเผาเครดิตส่วนหนึ่งไปกับการเรียนรู้ว่า prompt แบบไหนเวิร์ก ดูแพ็กเกจปัจจุบันได้ที่ราคาแพลตฟอร์มสร้างภาพและวิดีโอ AI บน Imgentic
Gen AI vs AI Agent vs Agentic AI ต่างกันยังไงสำหรับคนทำวิดีโอ?
Generative AI สร้างคอนเทนต์จาก prompt, AI Agent คือโปรแกรม AI ที่ทำงานเฉพาะอย่างหนึ่งแทนมนุษย์อัตโนมัติ ส่วน Agentic AI คือระบบที่วางแผน ตัดสินใจ และลงมือทำงานหลายขั้นตอนต่อเนื่องเองจนถึงเป้าหมาย ในงานวิดีโอ Seedance 2.0 คือชั้น generative ขณะที่ระบบ agentic คือตัว orchestrate สคริปต์ การ gen ช็อต และการตัดต่อรอบตัวมัน
| ระดับ | ทำอะไร | ตัวอย่างในงานทำหนัง |
|---|---|---|
| Generative AI | สร้าง 1 เอาต์พุตจาก 1 prompt | Seedance 2.0 แปลง prompt เป็นช็อตเดียว |
| AI Agent | ทำ 1 งานที่ได้รับมอบหมายจนจบเอง | Agent เขียนสคริปต์ร่างบทให้จาก logline |
| Agentic AI | วางแผนและรันเป้าหมายหลายขั้นตอนจนจบ | ระบบแตกสคริปต์เป็นช็อต gen ทุกช็อตด้วย Seedance 2.0 แล้วประกอบเป็นหนัง |
Agentic AI คืออะไร — นิยามภาษาคน พร้อมตัวอย่างงานหนัง
Agentic AI คือระบบปัญญาประดิษฐ์ที่วางแผน ตัดสินใจ และทำงานหลายขั้นตอนต่อเนื่องกันได้เอง เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ผู้ใช้กำหนด โดยไม่ต้องรอคำสั่งทีละขั้น สั่งว่า "ทำหนังสยองขวัญ 60 วินาที เรื่องคนขับแท็กซี่" ระบบจะเขียนสคริปต์ วาง shot list, gen ทุกช็อตด้วย Seedance 2.0 เช็ก consistency แล้วประกอบคัตให้ — หน้าที่คุณคือรีวิวและอนุมัติ ไม่ใช่กดทีละขั้นเอง
AI Agent vs Agentic AI: ธุรกิจต้องเช็กอะไรก่อนใช้
AI Agent vs Agentic AI ต่างกันที่ขอบเขต: AI Agent คือผู้เชี่ยวชาญทำงานเดียว ส่วน Agentic AI คือผู้ประสานงานที่คุมหลาย Agent ภายใต้ตัววางแผนกลาง ก่อนนำมาใช้ เช็ก 3 ข้อ:
- ขอบเขตความอัตโนมัติ: ทำ 1 งานต่อ 1 คำสั่ง (Agent) หรือรับผิดชอบผลลัพธ์ทั้งก้อน (ระบบ agentic)?
- จุดตรวจโดยมนุษย์: คุณรีวิวและตีกลับงานกลาง pipeline ได้ไหม หรือเห็นแค่ตอนจบ?
- ความโปร่งใสของค่าใช้จ่าย: ระบบ agentic กินเครดิตหลายขั้นตอน ต้องเห็นและตั้งเพดานงบต่อโปรเจกต์ได้
ทำไมอนาคตของ AI Production คือ Agentic ไม่ใช่ Single-Prompt
Agentic AI video production คือทิศทางของวงการ เพราะหนังคือ pipeline ไม่ใช่ prompt: prompt เดียวได้คลิป แต่ pipeline ได้เรื่องราว ระบบ agentic ตัดงาน "กาว" แบบแมนวลออกทั้งหมด — ก็อป prompt ข้ามเครื่องมือ ไล่เช็กว่าช็อตไหนต้อง re-roll คุมตัวละครให้คงเดิม — ซึ่งเป็นจุดที่ครีเอเตอร์เดี่ยวเสียเวลามากที่สุด
Imgentic คืออะไร ใช้ Seedance 2.0 ยังไง? (What Is Imgentic)

Imgentic (imgentic.ai) คือ ที่ให้ครีเอเตอร์รันโมเดลอย่าง Seedance 2.0 ภายใน workflow โปรดักชันเต็มรูปแบบ ตั้งแต่ prompt จนถึงหนังเสร็จ แทนการ gen คลิปโดดๆ ทีละอัน ฟีเจอร์หลักได้แก่ รองรับโมเดล
Imgentic ต่างจากใช้ Dreamina ตรงๆ ยังไง
Imgentic ต่างจากการ gen บน Dreamina โดยตรงตรงที่ พูดง่ายๆ Dreamina ให้เครื่องเรนเดอร์ ส่วนแพลตฟอร์มอย่าง Imgentic ตั้งใจให้ "กองถ่าย" ทั้งกองรอบเครื่องนั้น ดูภาพรวมได้ที่ agentic AI video production workflow บน Imgentic
กรณีศึกษา: หนังสั้นที่สร้างบน Imgentic ด้วย Seedance 2.0
เคสจริงที่มีตัวเลขเวลาและงบตรวจสอบได้ คือวิธีตัดสินแพลตฟอร์ม AI video ที่ตรงไปตรงมาที่สุด — แพลตฟอร์มไหนโชว์แต่ demo reel คัดมาอย่างเดียว ให้ระวังไว้ก่อน
เริ่มใช้งาน imgentic.ai
การเริ่มใช้ imgentic.ai มี 3 ก้าว: สมัครบัญชี (), เลือกเทมเพลตหรือเปิดโปรเจกต์เปล่า แล้ววาง shot list ที่ทำไว้จาก workflow 7 ขั้นตอนด้านบน พร้อมลองกับงานจริงแล้วใช่ไหม? เริ่มโปรเจกต์หนังสั้น AI เรื่องแรกของคุณด้วยสคริปต์ที่มีอยู่แล้วได้เลย
เรียนทำวิดีโอ AI: IMAI Academy ดีไหม คุ้มไหม?
IMAI Academy คือโปรแกรมสอนคนไทยด้านการสร้างคอนเทนต์และวิดีโอด้วย AI มีรีวิวจากนักเรียนแชร์หลังจบแต่ละรุ่น จะคุ้มไหมขึ้นกับจุดเริ่มของคุณ: มือใหม่ได้ workflow ที่เป็นระบบเร็วสุดจากคลาส ส่วนสายเรียนเองมั่นใจ เริ่มจากคู่มือฟรีแบบบทความนี้ก่อน แล้วค่อยอัปเกรดเมื่อชนเพดานได้
IMAI Academy สอนอะไรบ้าง
หลักสูตร IMAI Academy ครอบคลุม ค่าเรียนอยู่ที่
เช็กลิสต์: ควรลงคอร์สหรือเรียนเอง?
- ลงคอร์ส ถ้าไม่มีพื้นตัดต่อเลยและอยากได้ workflow ที่ใช้งานได้ในไม่กี่สัปดาห์ ไม่ใช่ลองผิดลองถูกเป็นเดือน
- ลงคอร์ส ถ้าเรียนได้ดีเมื่อมีคน feedback งานจริง — การติ prompt ตัวต่อตัวคือจุดที่คลาสชนะคลิป YouTube
- เรียนเองก่อน ถ้าตัดต่อเป็นหรือเขียน prompt คล่องอยู่แล้ว รัน workflow 7 ขั้นตอนด้านบนกับโปรเจกต์จริง 1 ชิ้นก่อนจ่ายค่าคอร์ส
- เรียนเองก่อน ถ
