การทำไฮไลต์ผมด้วยตัวเองให้ดูเป็นธรรมชาติไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป โดยเฉพาะเทคนิคการจับผมเพียง 15 ช่อ ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยสร้างมิติให้สีผมดูสว่างและมีประกายอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่แข็งกระด้าง คุณสามารถเปลี่ยนลุคให้ดูสดใสและอินเทรนด์ได้ง่ายๆ ที่บ้าน เพียงเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมและทำตามขั้นตอนอย่างพิถีพิถัน เพื่อผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจและทันสมัยในปี 2026
- เทคนิค 15 ช่อ เป็นวิธีที่ง่ายและให้ผลลัพธ์ไฮไลต์ที่ดูเป็นธรรมชาติ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มมิติให้เส้นผมโดยไม่ต้องย้อมทั้งศีรษะ
- การเลือกเฉดสีที่อ่อนกว่าสีผมจริง 1-2 ระดับ เป็นกุญแจสำคัญเพื่อให้ไฮไลต์กลมกลืนและดูไม่หลุดโทนจากสีผมพื้นฐาน
- การควบคุมเวลาทิ้งสีตามคำแนะนำผลิตภัณฑ์อย่างเคร่งครัดเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันผมเสียและให้ได้สีที่ต้องการ
- การดูแลเส้นผมหลังทำไฮไลต์ด้วยผลิตภัณฑ์เฉพาะ จะช่วยรักษาสีให้สดชัด เงางาม และติดทนนานยิ่งขึ้น
ไฮไลต์ผมคืออะไร ทำไมถึงได้รับความนิยมในปี 2026?
ไฮไลต์ผม คือ เทคนิคการทำสีผมให้มีเฉดสีที่สว่างกว่าสีผมพื้นเดิม โดยการเลือกทำสีผมเพียงบางส่วนหรือเป็นช่อๆ เพื่อสร้างมิติ ความลึก และประกายเงางามให้กับเส้นผม ทำให้ผมดูหนา มีวอลลุ่ม และไม่ทึบแบน ในปี 2026 เทรนด์ไฮไลต์ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสไตล์ที่เน้นความธรรมชาติและกลมกลืน เช่น Balayage, Ombre หรือ Babylights ซึ่งช่วยขับใบหน้าให้ดูสว่างและอ่อนเยาว์ลงอย่างเห็นได้ชัด
ความนิยมของไฮไลต์มาจากหลายปัจจัยหลัก ได้แก่:
- เพิ่มมิติและความสว่าง: ช่วยให้ผมไม่ดูทึบหรือแบนเรียบ ทำให้ทรงผมดูมีชีวิตชีวาและโดดเด่นมากขึ้น
- ปรับลุคให้ดูทันสมัย: การทำไฮไลต์เป็นวิธีง่ายๆ ในการอัปเดตลุคใหม่ โดยไม่ต้องเปลี่ยนสีผมทั้งศีรษะ ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยแต่มีผลลัพธ์ชัดเจน
- ดูแลรักษาง่ายกว่า: เนื่องจากสีไฮไลต์ไม่ติดถึงโคนผม ทำให้ไม่ต้องเติมโคนบ่อยเท่าการทำสีผมทั้งศีรษะ ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา
- เหมาะกับทุกสภาพผม: ไม่ว่าคุณจะมีผมสั้น ผมยาว ผมตรง หรือผมหยิก ก็สามารถทำไฮไลต์ได้หลากหลายสไตล์ เพื่อเสริมบุคลิกภาพให้โดดเด่นยิ่งขึ้น
ก่อนตัดสินใจเปลี่ยนสีผมจริง ลองใช้ เครื่องมือ AI เปลี่ยนสีผมเสมือนจริงของ imcut.co เพื่อทดลองเฉดไฮไลต์ต่างๆ บนภาพของคุณเอง แล้วดูว่าสีไหนจะเข้ากับคุณที่สุด! ทดลองเลยฟรี!
เตรียมตัวก่อนทำไฮไลต์: อุปกรณ์ที่ต้องมีและข้อควรรู้

การเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อให้การทำไฮไลต์ผมด้วยตัวเองเป็นไปอย่างราบรื่น ปลอดภัย และได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ คุณควรตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีทุกสิ่งที่จำเป็นครบถ้วนก่อนเริ่มลงมือ เพื่อป้องกันความผิดพลาดหรือการหยุดชะงักกลางคันที่อาจส่งผลต่อคุณภาพของสีผม
อุปกรณ์ที่ต้องมีสำหรับการทำไฮไลต์ด้วยตัวเอง:
- ชุดน้ำยาทำไฮไลต์: เลือกยี่ห้อที่น่าเชื่อถือ มีรีวิวดี และมีคู่มือภาษาไทยชัดเจน ควรเลือกสีที่อ่อนกว่าสีผมธรรมชาติของคุณ 1-2 ระดับ เพื่อให้ได้ลุคที่ดูเป็นธรรมชาติ หรือ 3-4 ระดับสำหรับลุคที่โดดเด่นขึ้น
- ถุงมือ: สำหรับป้องกันสารเคมีสัมผัสผิวหนังโดยตรง มักจะมาพร้อมกับชุดน้ำยา แต่หากไม่มี ควรเตรียมถุงมือยางหรือพลาสติก
- แปรงสำหรับลงน้ำยา: ใช้สำหรับทาสีลงบนเส้นผมได้อย่างแม่นยำ ช่วยให้ควบคุมปริมาณและตำแหน่งการลงสีได้ดีขึ้น
- ภาชนะผสมสี: ชามพลาสติกหรือแก้ว (ห้ามใช้โลหะเด็ดขาด เพราะอาจทำปฏิกิริยากับน้ำยาฟอกสี)
- หวีซี่เล็กปลายแหลม: สำหรับแบ่งผมเป็นช่อเล็กๆ และหวีให้เส้นผมเรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบ
- กิ๊บหนีบผม: สำหรับแบ่งช่อผมและรวบผมส่วนที่ยังไม่ทำสี เพื่อไม่ให้เกะกะและป้องกันการปนเปื้อน
- ฟอยล์อลูมิเนียม หรือ แผ่นพลาสติกสำหรับไฮไลต์: ใช้ห่อช่อผมที่ลงน้ำยาแล้ว เพื่อกักเก็บความร้อนให้สีติดดีขึ้น และป้องกันสีเลอะผมส่วนอื่น
- ผ้าคลุมไหล่เก่า: ใช้คลุมตัวเพื่อป้องกันเสื้อผ้าเปื้อนสี ควรเลือกผ้าที่ไม่เสียดายหากเปื้อน
- นาฬิกาจับเวลา: สำหรับควบคุมระยะเวลาการทิ้งสีอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันผมเสียหรือสีสว่างเกินไป
- กระจกสองบาน: สำหรับส่องด้านหน้าและด้านหลังศีรษะ เพื่อให้เห็นทั่วถึงทุกบริเวณ โดยเฉพาะส่วนท้ายทอย
- แชมพูและครีมนวดสำหรับผมทำสี: ใช้ล้างผมหลังทำสีและบำรุงผม เพื่อช่วยรักษาสีให้ติดทนและลดการซีดจาง
ข้อควรรู้ก่อนลงมือทำ:
ทดสอบอาการแพ้ (Patch Test): ก่อนทำสีผมจริง 48 ชั่วโมง ให้ทาสีผสมเล็กน้อยบริเวณข้อพับแขนหรือหลังใบหู ทิ้งไว้เพื่อตรวจสอบว่ามีอาการแพ้หรือระคายเคืองหรือไม่ นี่เป็นขั้นตอนสำคัญที่ห้ามละเลย
สภาพเส้นผม: ผมควรอยู่ในสภาพที่แข็งแรง ไม่ควรทำไฮไลต์หากเพิ่งดัด ยืด หรือทำสีเข้มถาวรมาไม่นาน ควรเว้นระยะอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ เพื่อให้ผมได้พักฟื้น
ผมควรแห้งและสะอาด: ควรสระผมและเป่าให้แห้งสนิทก่อนทำ แต่ไม่ควรสระก่อนทำทันที เพราะน้ำมันธรรมชาติบนหนังศีรษะจะช่วยปกป้องหนังศีรษะจากสารเคมีได้
ศึกษาคู่มือ: อ่านคู่มือการใช้งานของผลิตภัณฑ์สีผมอย่างละเอียด ทำความเข้าใจขั้นตอนและเวลาที่แนะนำของผลิตภัณฑ์ที่คุณเลือกใช้
ข้อควรระวัง: การทำไฮไลต์ด้วยตัวเองอาจมีความเสี่ยง หากไม่มั่นใจในขั้นตอน หรือมีผมที่บอบบางเสียมากอยู่แล้ว ควรปรึกษาช่างทำผมมืออาชีพ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายต่อเส้นผม
EP.22 วิธีทำไฮไลต์ผมด้วยตัวเองง่ายๆ จับแค่ 15 ช่อ ให้ดูธรรมชาติ (พร้อมขั้นตอนละเอียด)
การทำไฮไลต์ผมด้วยเทคนิค 15 ช่อ เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปี 2026 เพราะช่วยให้คุณได้ลุคที่ดูเป็นธรรมชาติ มีมิติ โดยไม่ต้องกังวลว่าผมจะดูเป็นริ้วหรือเป็นก้อนมากเกินไป เทคนิคนี้เน้นการกระจายสีอย่างสม่ำเสมอในจุดที่แสงตกกระทบ เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ดูเหมือนผมโดนแดดเลียมาอย่างเป็นธรรมชาติและไม่โอเวอร์จนเกินไป
แบ่งผมเตรียมพร้อม: เริ่มจากแบ่งผมออกเป็น 4 ส่วนหลักๆ คือ กลางศีรษะซ้าย-ขวา และท้ายทอยซ้าย-ขวา จากนั้นหนีบผมแต่ละส่วนไว้ให้เรียบร้อย เพื่อให้ง่ายต่อการทำงานและป้องกันการปนเปื้อน
ผสมน้ำยา: ผสมน้ำยาทำไฮไลต์ตามคำแนะนำบนกล่องผลิตภัณฑ์ให้เข้ากันดีในภาชนะที่ไม่ใช่โลหะที่เตรียมไว้ ควรผสมให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียวแต่ไม่ควรผสมทิ้งไว้นาน
เริ่มจากด้านหน้า (ช่อที่ 1-5):
- เริ่มจากบริเวณกรอบหน้าด้านหน้า หวีผมเป็นช่อเล็กๆ บางๆ (ประมาณ 0.5-1 ซม.) โดยใช้ปลายหวีด้านแหลม เลือกช่อที่อยู่ห่างกันพอสมควร ไม่ต้องติดกัน เพื่อให้เกิดการกระจายตัวของสีอย่างเป็นธรรมชาติ
- วางฟอยล์อลูมิเนียมไว้ใต้ช่อผมที่เลือก แล้วใช้แปรงทาสีลงบนเส้นผม โดยเว้นโคนผมประมาณ 1-2 ซม. ทาให้ทั่วถึงจากกลางถึงปลายผม
- พับฟอยล์ห่อช่อผมไว้ ทำซ้ำ 5 ช่อบริเวณกรอบหน้าและด้านข้างศีรษะ โดยกระจายให้ดูสม่ำเสมอ
ด้านข้างศีรษะ (ช่อที่ 6-10):
- ย้ายไปทำไฮไลต์บริเวณด้านข้างศีรษะทั้งสองข้าง โดยเลือกช่อผมบางๆ ที่อยู่ห่างจากช่อแรกๆ และอยู่สูงขึ้นไปเล็กน้อย
- ทำซ้ำขั้นตอนการทาสีและห่อฟอยล์อีก 5 ช่อ โดยกระจายให้ดูเป็นธรรมชาติและเข้ากับรูปหน้า
ท้ายทอย (ช่อที่ 11-15):
- สำหรับบริเวณท้ายทอย ซึ่งเป็นจุดที่มองเห็นยาก ให้ใช้กระจกช่วยสะท้อนภาพ และอาจขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นหากไม่ถนัด
- เลือกช่อผมบางๆ 5 ช่อ โดยเน้นบริเวณที่ผมด้านบนจะตกลงมาทับ เพื่อให้เกิดมิติเวลาผมเคลื่อนไหวและดูไม่ทึบเกินไป
- ทาสีและห่อฟอยล์ให้ครบทั้ง 15 ช่อ
จับเวลาและสังเกต: ตั้งเวลาตามคำแนะนำของผลิตภัณฑ์ (โดยทั่วไปประมาณ 20-45 นาที) หมั่นตรวจดูสีผมทุก 5-10 นาที โดยการแกะฟอยล์ออกเล็กน้อยแล้วเช็ดน้ำยาออกดู หากได้สีที่ต้องการแล้วให้รีบล้างออกทันที เพื่อป้องกันผมเสียหรือสีสว่างเกินไป
ล้างออกและบำรุง: เมื่อครบเวลาหรือได้สีที่ต้องการแล้ว ให้แกะฟอยล์ออกทั้งหมด ล้างผมด้วยน้ำสะอาดจนน้ำใส จากนั้นสระด้วยแชมพูสำหรับผมทำสี และตามด้วยครีมนวดหรือทรีทเมนต์บำรุงผมอย่างเข้มข้น เพื่อปิดเกล็ดผมและบำรุงให้ผมแข็งแรง
เคล็ดลับทำไฮไลต์ให้ดูเป็นธรรมชาติ:
- ควรเลือกช่อผมที่ไม่หนาเกินไป และเว้นระยะห่างระหว่างช่อให้เหมาะสม เพื่อไม่ให้ดูเป็นเส้นแข็งกระด้าง
- การทาสีควรไล่จากกลางผมลงไปปลายผม และเว้นโคนไว้เล็กน้อย จะช่วยให้สีไม่ดูเป็นเส้นแข็งกระด้างและกลมกลืนเมื่อผมยาวขึ้น
- หากคุณมีผมสีเข้มมาก อาจจำเป็นต้องฟอกสีซ้ำ 1-2 ครั้ง เพื่อให้ได้สีไฮไลต์ที่สว่างชัดเจนขึ้น แต่ควรเว้นระยะและบำรุงผมให้ดี
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยในการทำไฮไลต์ด้วยตัวเอง:
- ทิ้งสีนานเกินไป: ทำให้ผมเสีย แห้งกรอบ หรือได้สีที่สว่างเกินไปจนไม่เป็นธรรมชาติ
- แบ่งช่อผมไม่สม่ำเสมอ: ทำให้สีออกมาเป็นริ้วๆ หรือเป็นก้อน ไม่กลมกลืน
- ทาสีไม่ทั่วถึง: ทำให้สีด่างเป็นหย่อมๆ ไม่สม่ำเสมอทั่วทั้งช่อ
- ไม่เว้นโคนผม: ทำให้ดูเหมือนผมงอกใหม่เร็ว และไม่เป็นธรรมชาติเมื่อผมเริ่มยาว
หากคุณสนใจ การเลือกสีไฮไลต์ที่เหมาะกับคุณ เพื่อให้เข้ากับสีผิวและบุคลิก สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ในส่วนคำถามที่พบบ่อย เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
เคล็ดลับเพิ่มเติม: ทำไฮไลต์ให้สวยเป๊ะและดูแลรักษายังไงให้สีติดทน

การทำไฮไลต์ให้สวยเป๊ะและดูเป็นธรรมชาติ ไม่ได้จบแค่ขั้นตอนการลงสี แต่ยังรวมถึงเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ในการทำ และที่สำคัญคือการดูแลรักษาหลังทำ เพื่อให้สีผมสวยสดใส ติดทนนาน และสุขภาพผมยังคงแข็งแรง การดูแลที่เหมาะสมจะช่วยยืดอายุของสีไฮไลต์และรักษาสุขภาพเส้นผมของคุณในระยะยาว
เคล็ดลับทำไฮไลต์ให้สวยเป๊ะ:
- การเลือกสีที่เหมาะสม: เลือกสีที่อ่อนกว่าสีผมธรรมชาติของคุณ 1-2 เฉด เพื่อให้ได้ลุคที่ดูซอฟต์และเป็นธรรมชาติ หากต้องการความโดดเด่น อาจเลือกสีที่ต่างกัน 3-4 เฉดได้ แต่ต้องมั่นใจว่าเข้ากับสีผิวและบุคลิกของคุณ
- เน้นบริเวณกรอบหน้า: การทำไฮไลต์บริเวณกรอบหน้าและผมด้านบนจะช่วยขับใบหน้าให้ดูสว่างขึ้น และเป็นจุดที่คนส่วนใหญ่มองเห็น ทำให้ลุคโดยรวมดูโดดเด่น
- ใช้แปรงขนาดเล็ก: ช่วยให้ควบคุมการลงสีได้แม่นยำยิ่งขึ้น โดยเฉพาะช่อผมเล็กๆ และช่วยให้การไล่สีดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น
- ตรวจสอบความสว่าง: หากคุณมีผมสีเข้ม การทำไฮไลต์อาจต้องใช้เวลาในการฟอกสีนานขึ้นเล็กน้อย แต่ควรตรวจสอบบ่อยๆ ทุก 5-10 นาที เพื่อไม่ให้ผมเสียและได้ระดับความสว่างที่ต้องการ
การดูแลรักษาไฮไลต์ให้สีติดทน:
- ใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผมทำสี: เลือกแชมพู ครีมนวด และทรีทเมนต์ที่ออกแบบมาสำหรับผมทำสีโดยเฉพาะ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะช่วยป้องกันสีซีดจางและบำรุงผมให้แข็งแรง ชุ่มชื้น
- ลดความร้อน: หลีกเลี่ยงการสระผมด้วยน้ำอุ่นจัด และลดการใช้ความร้อนจากอุปกรณ์จัดแต่งทรงผม เช่น ไดร์เป่าผม เครื่องหนีบ หรือเครื่องม้วน เพราะความร้อนเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้สีผมซีดจางเร็วและผมแห้งเสีย
- บำรุงผมเป็นประจำ: หมักผมด้วยทรีทเมนต์หรือมาสก์ผมสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อเติมความชุ่มชื้น สารอาหาร และฟื้นบำรุงเส้นผมที่ผ่านการทำเคมีมา
- ป้องกันแสงแดด: สวมหมวกหรือใช้สเปรย์ป้องกันรังสียูวีสำหรับเส้นผมเมื่อต้องออกแดดเป็นเวลานาน เพราะแสงแดดเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้สีผมซีดจาง
- เติมโคนไฮไลต์: โดยทั่วไปแล้ว ไฮไลต์จะอยู่ได้ประมาณ 2-3 เดือน ก่อนที่โคนผมใหม่จะงอกออกมา ควรเติมโคนเมื่อเห็นว่าสีเริ่มห่างจากโคนผมมากเกินไป เพื่อรักษามิติและความสวยงามของทรงผม
สรุปเร็ว: การดูแลเส้นผมหลังทำไฮไลต์เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้ขั้นตอนการทำ เพื่อให้ผมสวยสุขภาพดี สีผมติดทนนาน และช่วยลดปัญหาผมแห้งเสียจากการทำเคมี
ข้อดีและข้อควรพิจารณาก่อนทำไฮไลต์ผมด้วยตัวเอง

การตัดสินใจทำไฮไลต์ผมด้วยตัวเองมีทั้งข้อดีที่ดึงดูดใจและความท้าทายที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ การชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ว่าการทำไฮไลต์เองที่บ้านเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกับคุณหรือไม่ และเตรียมรับมือกับผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้คุณได้ผลลัพธ์ที่พึงพอใจและคุ้มค่าที่สุด
| ข้อดีของการทำไฮไลต์ด้วยตัวเอง | ข้อควรพิจารณา |
|---|---|
| ประหยัดค่าใช้จ่าย: ราคาผลิตภัณฑ์ทำไฮไลต์ถูกกว่าการเข้าร้านทำผมหลายเท่าตัว โดยชุดน้ำยาทำไฮไลต์มักมีราคาตั้งแต่ 200-800 บาท ในขณะที่ร้านอาจเริ่มต้นที่ 1,500-5,000 บาท | ความเสี่ยงเรื่องผลลัพธ์: อาจได้สีที่ไม่สม่ำเสมอ หรือไม่ตรงตามที่คาดหวังได้ง่าย หากขาดความชำนาญและประสบการณ์ |
| ความสะดวกสบาย: สามารถทำได้ตามเวลาที่ต้องการ ไม่ต้องนัดหมายร้านและเดินทาง ประหยัดเวลาและพลังงาน | อาจเกิดความเสียหายต่อผม: หากทิ้งสีนานเกินไป ใช้น้ำยาไม่ถูกวิธี หรือผมไม่แข็งแรงพอ อาจทำให้ผมแห้งเสีย เปราะบาง หรือขาดได้ |
| ควบคุมได้เอง: เลือกตำแหน่งและจำนวนช่อไฮไลต์ได้ตามความชอบส่วนตัว สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสไตล์ที่ต้องการ | จำกัดเรื่องความซับซ้อน: เหมาะกับไฮไลต์แบบง่ายๆ เทคนิคซับซ้อน เช่น Balayage หรือ Ombre ที่ต้องอาศัยการไล่ระดับสีอย่างมืออาชีพ อาจทำได้ยากด้วยตัวเอง |
| เรียนรู้ทักษะใหม่: ได้ฝึกฝนและพัฒนาฝีมือในการดูแลความงามของตัวเอง เป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจ | ต้องใช้ความอดทนและเวลา: โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ อาจใช้เวลานานถึง 2-3 ชั่วโมง และรู้สึกเหนื่อยล้าในการทำ |
ข้อควรพิจารณาเพิ่มเติม:
- สภาพเส้นผม: หากผมเสียมากอยู่แล้ว การทำไฮไลต์อาจทำให้ผมแห้งเสียหนักขึ้น ควรบำรุงผมให้แข็งแรงก่อนการทำอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์
- สีผมพื้นฐาน: สีผมธรรมชาติมีผลต่อการติดของสีไฮไลต์ ผมสีเข้มมากอาจต้องฟอกหลายครั้งเพื่อให้ได้สีที่ต้องการ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียของเส้นผม
- ความคาดหวัง: ควรทำใจว่าผลลัพธ์อาจไม่สมบูรณ์แบบเหมือนช่างมืออาชีพทำ แต่ก็สามารถสวยได้ในแบบของคุณเองและเป็นความภาคภูมิใจจากการลงมือทำด้วยตัวเอง
คำถามที่พบบ่อย
ไฮไลต์ผมอยู่ได้นานแค่ไหน?
โดยทั่วไปแล้ว ไฮไลต์ผมสามารถอยู่ได้นานประมาณ 2-4 เดือน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผมทำสี การสระผมบ่อยแค่ไหน และการสัมผัสกับแสงแดดหรือความร้อน การดูแลที่เหมาะสมจะช่วยรักษาสีให้สดชัดและติดทนนานยิ่งขึ้น ก่อนที่จะต้องเติมโคนหรือทำสีใหม่เมื่อผมเริ่มยาว
เลือกสีไฮไลต์ยังไงให้เหมาะกับสีผิว?
การเลือกสีไฮไลต์ที่เหมาะกับสีผิวเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง หากผิวขาวอมชมพูหรือผิวเย็น (Cool Tone) ควรเลือกไฮไลต์โทนเย็น เช่น สีบลอนด์หม่น สีแอช หรือสีเบจ หากผิวเหลืองหรือผิวอุ่น (Warm Tone) ควรเลือกไฮไลต์โทนอุ่น เช่น สีบลอนด์ทอง สีคาราเมล หรือสีน้ำผึ้ง เพื่อให้ใบหน้าดูสว่างและเป็นธรรมชาติ
ทำไฮไลต์บ่อยๆ ผมจะเสียไหม?
การทำไฮไลต์บ่อยครั้งมีความเสี่ยงที่จะทำให้ผมเสียได้ เนื่องจากกระบวนการทำสีเกี่ยวข้องกับการใช้สารเคมีที่ไปเปิดเกล็ดผม ทำให้ผมแห้ง เปราะบาง และขาดง่าย หากต้องการทำไฮไลต์บ่อยๆ ควรบำรุงผมอย่างเข้มข้นเป็นประจำ และเว้นระยะห่างการทำสีแต่ละครั้งอย่างน้อย 2-3 เดือน เพื่อให้ผมได้ฟื้นตัวอย่างเต็มที่
ข้อสงวนสิทธิ์: บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับการทำไฮไลต์ผมด้วยตัวเองเท่านั้น การทำสีผมด้วยสารเคมีมีความเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดอาการแพ้หรือผมเสียได้ ควรทดสอบอาการแพ้และปฏิบัติตามคำแนะนำของผลิตภัณฑ์อย่างเคร่งครัด หากไม่มั่นใจ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านเส้นผม
