ที่ปรึกษา AI ธุรกิจ ราคาในไทยปี 2026 เริ่มตั้งแต่ 500 บาทต่อครั้งบนแพลตฟอร์ม freelance ไปจนถึงหลักหมื่นต่อเดือนแบบ retainer และหลักแสน–ล้านบาทสำหรับโปรเจกต์พัฒนาระบบครบวงจร ราคาต่างกันตามขอบเขตงาน ความพร้อมของข้อมูล และจำนวนระบบที่ต้องเชื่อมต่อ ทั้งนี้ ที่ปรึกษา AI ธุรกิจ คือ ผู้เชี่ยวชาญหรือบริษัทที่ช่วยองค์กรวางกลยุทธ์ คัดเลือก use case ออกแบบ workflow และวางแผนนำ AI มาใช้ให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดได้จริง (อัปเดตข้อมูลราคาล่าสุด ปี 2026)
- คำปรึกษารายครั้งบน Fastwork เริ่มที่ 500 บาท ส่วนโปรเจกต์ระดับองค์กรอยู่ที่หลักแสนขึ้นไป — ราคาต่างกันได้เป็นร้อยเท่าตามขอบเขตงาน
- Chatbot AI สำเร็จรูปสำหรับ SME ไทยเริ่มที่ 299–1,499 บาท/เดือน ส่วนแบบ custom ที่เชื่อมระบบภายในเริ่มหลักหมื่นถึงหลักแสน
- ปัจจัยกำหนดราคาจ้างทำ AI มี 4 ข้อ: ความซับซ้อนของ use case, ความพร้อมข้อมูล, จำนวน integration และระดับการอบรมทีม
- ค่าใช้จ่ายซ่อนหลังส่งมอบ เช่น ค่า API/token, ค่า maintenance และค่าอบรมซ้ำ ต้องขอประมาณการรายปีก่อนเซ็นสัญญาทุกครั้ง
- IMAI Group ให้บริการครบวงจร 4 ด้าน: คอร์ส/เวิร์กช็อป AI องค์กร, ที่ปรึกษา AI ธุรกิจ, พัฒนาแอปและระบบ AI ครบวงจร และแพลตฟอร์ม imgentic (แพลตฟอร์มสร้างภาพ/วิดีโอ AI ของ IMAI Group)
ที่ปรึกษา AI ธุรกิจ ราคาเท่าไหร่ในปี 2026 (สรุปสั้น)
ที่ปรึกษา AI ธุรกิจ ราคาในไทยปี 2026 อยู่ที่ 500 บาทต่อครั้งสำหรับคำปรึกษาแบบ freelance บน Fastwork ขยับเป็นหลักหมื่นต่อเดือนสำหรับ retainer และหลักแสนถึงล้านบาทสำหรับโปรเจกต์พัฒนาระบบ AI ครบวงจร ตัวแปรหลักคือขอบเขตงาน ความซับซ้อนของข้อมูล และจำนวนระบบที่ต้องเชื่อมต่อ
ช่วงราคาแบบเห็นภาพใน 30 วินาที
ช่วงราคาที่ปรึกษา AI ธุรกิจแบ่งเป็น 4 ระดับ: ปรึกษารายครั้งเริ่ม 500 บาท (ราคาสาธารณะบน Fastwork), retainer รายเดือนหลักหมื่น, โปรเจกต์พัฒนาระบบหลักแสนขึ้นไป และแพ็กเกจอบรมองค์กรที่คิดตามจำนวนผู้เรียน ส่วนเครื่องมือสำเร็จรูปอย่าง Chatbot AI เริ่มเพียง 299 บาท/เดือน ไม่ต้องจ้างที่ปรึกษาก็ใช้ได้
สรุปเร็ว: ถ้ายังไม่รู้ว่าธุรกิจคุณควรใช้ AI ตรงไหน จ่ายหลักร้อย–พันเพื่อคุยรายครั้งก่อน อย่าเพิ่งเซ็นสัญญาโปรเจกต์หลักแสน
ทำไมราคาถึงต่างกันเป็นร้อยเท่า
ราคาที่ปรึกษา AI ธุรกิจต่างกันเป็นร้อยเท่าเพราะ "สิ่งที่ได้" ต่างกันคนละระดับ คำปรึกษา 500 บาทคือคุย 1 ชั่วโมงแล้วคุณไปลงมือเอง ส่วนโปรเจกต์หลักแสนคือทีมงานเข้ามาวิเคราะห์ข้อมูล ออกแบบ AI Workflow พัฒนาระบบ ติดตั้ง และอบรมพนักงานจนใช้งานจริงได้ ความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์จึงคนละเรื่องกัน
เปรียบง่าย ๆ เหมือนค่าตรวจกับค่าผ่าตัด ถามหมอไม่แพง แต่พอต้องลงมือแก้จริง ต้นทุนคือชั่วโมงทำงานของวิศวกร นักวิเคราะห์ข้อมูล และผู้สอน ซึ่งกินเวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน
ตารางเปรียบเทียบราคา: จ้างที่ปรึกษา AI แบบไหน จ่ายเท่าไหร่ ได้อะไร

การจ้างที่ปรึกษา AI ธุรกิจมี 4 รูปแบบหลัก ได้แก่ ปรึกษารายครั้ง (เริ่ม 500 บาท), retainer รายเดือน (หลักหมื่น), โปรเจกต์พัฒนาระบบ (หลักแสนขึ้นไป) และแพ็กเกจอบรมองค์กร แต่ละแบบเหมาะกับขนาดธุรกิจและเป้าหมายต่างกัน ตารางนี้รวมทุกโมเดลไว้ในหน้าเดียวเพื่อให้เทียบใบเสนอราคาได้ทันที
| รูปแบบการจ้าง | ช่วงราคา (2026) | ได้อะไร | เหมาะกับใคร |
|---|---|---|---|
| ปรึกษารายครั้ง/ชั่วโมง | เริ่ม 500 บาท/ครั้ง (Fastwork) | คำแนะนำ ทิศทาง use case | เจ้าของธุรกิจที่ยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มตรงไหน |
| Retainer รายเดือน | หลักหมื่น | ที่ปรึกษาประจำ ติดตามผลต่อเนื่อง | องค์กรที่ทยอยปรับหลาย workflow |
| จ้างเป็นโปรเจกต์ | หลักแสนขึ้นไป | ระบบ AI ใช้งานจริง ส่งมอบพร้อมติดตั้ง | ธุรกิจที่มี use case ชัดแล้ว |
| อบรม + ที่ปรึกษาครบวงจร | กลยุทธ์ + ทีมใช้เป็น + ระบบ | องค์กรที่อยากได้ผลลัพธ์จบในเจ้าเดียว |
ปรึกษารายครั้ง/รายชั่วโมง
คำปรึกษารายครั้งเริ่มที่ 500 บาทบนแพลตฟอร์ม freelance เหมาะกับการเช็กทิศทางก่อนลงทุนจริง ข้อดีคือถูกและเร็ว ข้อเสียคือได้แค่คำแนะนำ ไม่มีใครรับผิดชอบผลลัพธ์ต่อ และคุณต้องลงมือเองทั้งหมด รวมถึงต้องแยกแยะเองว่าคำแนะนำไหนใช้กับธุรกิจคุณได้จริง
Retainer รายเดือน
Retainer รายเดือนคือการมีที่ปรึกษา AI ธุรกิจประจำโดยไม่ต้องจ้างพนักงานเต็มเวลา ราคาตลาดไทยอยู่ที่หลักหมื่นต่อเดือน เหมาะกับองค์กรที่ต้องการปรับหลายแผนกทีละส่วน และอยากมีคนติดตามผลต่อเนื่องแทนการจบเป็นครั้ง ๆ
จ้างเป็นโปรเจกต์ (พัฒนาแอป/ระบบ AI)
การจ้างเป็นโปรเจกต์เหมาะเมื่อคุณมีโจทย์ชัด เช่น อยากได้ระบบคัดกรองเอกสารอัตโนมัติ หรือ Chatbot AI ที่เชื่อมกับระบบสต๊อก ราคาเริ่มหลักแสนเพราะรวมทั้งวิเคราะห์ ออกแบบ พัฒนา ทดสอบ และติดตั้ง ดูขอบเขตงานได้ที่บริการรับพัฒนาแอปและเครื่องมือ AI ครบวงจร
แพ็กเกจอบรม + ที่ปรึกษาแบบครบวงจร
แพ็กเกจครบวงจรรวมการวางกลยุทธ์ อบรมพนักงาน และพัฒนาระบบไว้ในสัญญาเดียว จากเคสที่พบบ่อย การจ้างแยก 3 เจ้ามักเสียเวลา onboarding ซ้ำ และเกิดปัญหา "ระบบเสร็จแต่ทีมใช้ไม่เป็น" อยากรู้ว่าธุรกิจคุณเหมาะแพ็กเกจไหน ปรึกษาโปรเจกต์ AI ฟรีผ่านเพจ IMAI Groupก่อนได้ ไม่มีค่าใช้จ่าย
4 ปัจจัยที่กำหนดราคาจ้างทำ AI — และค่าใช้จ่ายซ่อนที่ต้องรู้
ราคาจ้างทำ AI ถูกกำหนดด้วย 4 ปัจจัย: ความซับซ้อนของ use case, ความพร้อมของข้อมูล, จำนวนระบบที่ต้องเชื่อมต่อ และระดับการอบรมทีม บวกด้วยค่าใช้จ่ายต่อเนื่องหลังส่งมอบ เช่น ค่า API/token และค่า maintenance ซึ่งเป็นส่วนที่ใบเสนอราคาส่วนใหญ่ไม่แจกแจง แต่กระทบงบปีแรกโดยตรง
ความซับซ้อนของ use case
Use case ที่ AI ต้องตัดสินใจหลายขั้นหรือต้องแม่นยำสูง เช่น คัดกรองใบสมัครสินเชื่อ ย่อมแพงกว่างานตรงไปตรงมาอย่างสรุปอีเมล หลักคิดคือ ยิ่งความผิดพลาดมีราคาแพง ยิ่งต้องทดสอบมาก ต้นทุนพัฒนาก็สูงตาม
ความพร้อมของข้อมูล
ธุรกิจที่มีข้อมูลเป็นระเบียบอยู่แล้วจ่ายถูกกว่ามาก ปัญหาที่เจอบ่อยใน SME ไทยคือข้อมูลกระจายอยู่ใน Excel หลายเครื่อง ไลน์กลุ่ม และสมุดจด ทำให้ต้องจ่ายค่า "จัดบ้านข้อมูล" ก่อน แล้วจึงเริ่มทำ AI ได้จริง
จำนวน integration
ทุกระบบที่ต้องเชื่อมต่อ ไม่ว่าจะเป็น CRM, ระบบบัญชี, LINE OA หรือฐานข้อมูลภายใน คือชั่วโมงพัฒนาที่เพิ่มขึ้น ระบบเก่าที่ไม่มี API ยิ่งแพง เพราะต้องเขียนตัวกลางเชื่อมเอง ก่อนขอใบเสนอราคาให้ลิสต์ระบบที่ใช้อยู่ทั้งหมด จะได้ราคาที่ไม่งอกทีหลัง
ค่าใช้จ่ายหลังส่งมอบ: API, maintenance, อบรมซ้ำ
ค่าใช้จ่ายซ่อนหลังส่งมอบระบบ AI มีอย่างน้อย 4 รายการที่ต้องถามก่อนเซ็นสัญญา:
- ค่า API/token ของโมเดล AI คิดตามปริมาณใช้งานจริงทุกเดือน
- ค่า maintenance ดูแลระบบและแก้บั๊กรายปี
- ค่า hosting เซิร์ฟเวอร์หรือ cloud ที่ระบบทำงานอยู่ ต้องจ่ายต่อเนื่องแม้ไม่ปรับอะไรเลย
- ค่าอบรมซ้ำ เมื่อโมเดลอัปเดตหรือมีพนักงานใหม่ — ระบบเปลี่ยนแต่คนไม่ตาม คือจุดที่โปรเจกต์ตายเงียบ ๆ
เคล็ดลับ: ขอให้ผู้ให้บริการแจกแจง "ค่าใช้จ่ายปีที่ 1 และปีที่ 2" แยกกันในใบเสนอราคา เจ้าไหนตอบไม่ได้ ถือเป็นสัญญาณเตือน
เปรียบเทียบบริษัทที่ปรึกษา AI ในไทย: Freelance vs บริษัทที่ปรึกษา vs เอเจนซี่ครบวงจร
บริษัทรับทำ AI ในไทยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม: freelance เหมาะกับงบจำกัดและงานเฉพาะจุด, บริษัทที่ปรึกษาเน้นวางกลยุทธ์แต่มักไม่ลงมือพัฒนา, และเอเจนซี่ครบวงจรอย่าง IMAI Group ที่ทำตั้งแต่ปรึกษา อบรม จนถึงพัฒนาระบบจริงในเจ้าเดียว จึงมีผู้รับผิดชอบผลลัพธ์คนเดียวตลอดโปรเจกต์ ไม่ต้องประสานงานหลายทีม
ตารางเทียบ 3 กลุ่มผู้ให้บริการ
| เกณฑ์ | Freelance | บริษัทที่ปรึกษา | เอเจนซี่ครบวงจร |
|---|---|---|---|
| ราคา | เริ่ม 500 บาท/ครั้ง | หลักหมื่น–แสน | หลักหมื่น–ล้าน ตาม scope |
| รับผิดชอบผลลัพธ์ | ต่ำ จบเป็นครั้ง | ปานกลาง ให้แผนแต่ไม่ลงมือ | สูง วัดผลถึงการใช้งานจริง |
| บริการหลังส่งมอบ | แทบไม่มี | บางเจ้ามี ต้องจ่ายเพิ่ม | มี maintenance + อบรมต่อเนื่อง |
| ความครบวงจร | ไม่ครบ | เฉพาะกลยุทธ์ | ปรึกษา + อบรม + พัฒนา + แพลตฟอร์ม |
เมื่อไหร่ควรเลือกแบบไหน
วิธีเลือกผู้ให้บริการ AI ตัดสินได้จากคำถามเดียว: "งานนี้ถ้าพังแล้วเจ็บแค่ไหน" งานทดลองเล็ก ๆ ที่พังได้ไม่เจ็บ ใช้ freelance คุ้มสุด งานวางแผนระดับองค์กรที่มีทีมพัฒนาเองแล้ว ใช้บริษัทที่ปรึกษา ส่วนงานที่ต้องได้ระบบใช้จริงและทีมต้องใช้เป็น เลือกเอเจนซี่ครบวงจรเพื่อให้มีคนรับผิดชอบตั้งแต่ต้นจนจบ
ทำไมบริการครบวงจรถึงประหยัดกว่าจ้างแยก
บริการครบวงจรประหยัดกว่าจ้างแยกเพราะตัดต้นทุนซ้ำซ้อน 3 จุด: ค่าเวลาอธิบายธุรกิจซ้ำให้แต่ละเจ้า, ค่าแก้งานเมื่อทีมกลยุทธ์กับทีมพัฒนาเข้าใจไม่ตรงกัน และค่าอบรมที่ต้องซื้อแยกอีกรอบ โปรเจกต์จ้างแยกมักงอกงบเพราะแต่ละเจ้าโทษกันเองเมื่อระบบไม่เวิร์ก ขณะที่เจ้าเดียวปัดความรับผิดชอบไม่ได้
ข้อควรระวัง: ครบวงจรไม่ได้แปลว่าดีเสมอ ถ้าธุรกิจคุณต้องการแค่คำแนะนำจุดเดียว การจ่ายแพ็กเกจใหญ่คือซื้อเกินความจำเป็น เทียบ scope กับปัญหาจริงก่อนทุกครั้ง — ผู้ให้บริการที่ดีควรกล้าบอกว่าคุณยังไม่ต้องจ้างเต็มแพ็กเกจ
นำ AI มาใช้ในธุรกิจเริ่มยังไง: 5 ขั้นตอนก่อนจ่ายเงินจ้างใคร

การนำ AI มาใช้ในธุรกิจเริ่มจาก 5 ขั้นตอน: ระบุปัญหาที่ AI แก้ได้จริง, ประเมินความพร้อมของข้อมูล, เลือก use case แรกที่เห็นผลเร็ว, ทดลองขนาดเล็ก (pilot) และวัดผลก่อนขยาย ธุรกิจไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโปรเจกต์ใหญ่หรือจ้างทีมแพงตั้งแต่วันแรก
- ระบุ pain point ที่วัดเป็นเงินได้ — เขียนออกมาว่างานไหนกินเวลาทีมมากสุด แล้วตีเป็นบาทต่อเดือน เช่น ตอบแชทลูกค้าวันละ 4 ชั่วโมง × ค่าแรง ถ้าตีเป็นเงินไม่ได้ อย่าเพิ่งทำ
- เช็กความพร้อมข้อมูล — สำรวจว่าข้อมูลที่ AI ต้องใช้อยู่ที่ไหน อยู่ในรูปแบบไหน ใครเป็นเจ้าของ ข้อมูลไม่พร้อมคือสาเหตุอันดับต้นที่ทำให้งบบานปลาย
- เลือก quick win use case — เลือกงานที่ทำซ้ำบ่อย กติกาชัด และเห็นผลใน 1–3 เดือน เช่น ตอบคำถามลูกค้าซ้ำ ๆ หรือสรุปเอกสาร
- ทำ pilot ขนาดเล็ก — ทดลองกับทีมเดียวหรือสาขาเดียวก่อน กำหนดตัวชี้วัดล่วงหน้า
- วัดผลและขยาย — เทียบตัวเลขก่อน-หลัง pilot ถ้าคุ้มจึงขยายทั้งองค์กร ถ้าไม่คุ้มก็เสียแค่งบทดลอง ไม่ใช่งบทั้งปี
จ้างทำ Chatbot AI สำหรับธุรกิจ ราคาเริ่มต้นเท่าไหร่
จ้างทำ Chatbot AI สำหรับธุรกิจ ราคาแบบสำเร็จรูปเริ่มที่ 299–1,499 บาทต่อเดือน ตามจำนวนข้อความและระดับ automation ส่วนแบบ custom ที่เชื่อมระบบ CRM สต๊อก หรือฐานข้อมูลภายใน ราคาเริ่มหลักหมื่นถึงหลักแสนขึ้นกับความซับซ้อน
Chatbot สำเร็จรูป vs Custom ต่างกันตรงไหน
Chatbot สำเร็จรูปตอบคำถามจากสคริปต์หรือเอกสารที่คุณอัปโหลด ตั้งค่าเสร็จในไม่กี่วัน จ่ายรายเดือน ส่วนแบบ custom ต่อยอดเป็น AI Automation ได้ — AI Automation คือ การใช้ระบบ AI ทำงานซ้ำ ๆ แทนคนโดยอัตโนมัติ เช่น เช็กสต๊อก แจ้งสถานะออเดอร์ หรือเปิดใบงาน ใช้เวลาพัฒนานานกว่า แต่ทำงานแทนคนได้จริงมากกว่า ดูรายละเอียดที่บริการจ้างทำ Chatbot AI สำหรับธุรกิจ
ราคาแยกตามฟีเจอร์
| ระดับ | ช่วงราคา | ฟีเจอร์หลัก |
|---|---|---|
| สำเร็จรูปพื้นฐาน | 299–1,499 บาท/เดือน ตามแพ็กเกจข้อความ | ตอบคำถามซ้ำ ๆ จากสคริปต์/เอกสาร |
| สำเร็จรูปขั้นสูง | ช่วงบนของแพ็กเกจรายเดือน ขึ้นกับปริมาณข้อความ | Generative AI ตอบจากเอกสาร รองรับข้อความมากขึ้น |
| Custom เชื่อมระบบ | หลักหมื่น–แสน | เชื่อม CRM/สต๊อก/ฐานข้อมูล ทำงานแทนคน |
เคล็ดลับ: เริ่มจากสำเร็จรูปเพื่อพิสูจน์ว่าลูกค้าคุณคุยกับบอทจริงไหม พอปริมาณแชทชนเพดานแพ็กเกจแล้วค่อยขยับไป custom จะไม่เสียเงินก้อนใหญ่ตั้งแต่ยังไม่มีข้อมูลยืนยัน
อบรม AI พนักงานในองค์กร: ราคาคอร์สและทำไมถึงชี้ขาดความสำเร็จของโปรเจกต์
อบรม AI พนักงานในองค์กรมีทั้งเวิร์กช็อป 1 วันและหลักสูตรต่อเนื่อง ราคาขึ้นกับจำนวนผู้เรียนและความลึกของเนื้อหา การอบรมคือตัวชี้ขาดว่าระบบ AI ที่ลงทุนไปจะถูกใช้จริงหรือถูกทิ้ง เพราะระบบดีแค่ไหนก็ไร้ค่าถ้าทีมใช้ไม่เป็น
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย: องค์กรลงทุนระบบหลักแสน แต่ตัดงบอบรมหลักหมื่นออก ผลคือพนักงานกลับไปทำแบบเดิมภายในเดือนเดียว เงินลงระบบทั้งก้อนกลายเป็นค่าเช่าซอฟต์แวร์ที่ไม่มีใครเปิด
รูปแบบคอร์ส: เวิร์กช็อป 1 วัน vs หลักสูตรต่อเนื่อง
เวิร์กช็อป 1 วันเหมาะกับการปูพื้นฐานและจุดไฟให้ทีมเห็นว่า Generative AI ช่วยงานตัวเองยังไง ส่วนหลักสูตรต่อเนื่องเหมาะเมื่อต้องการเปลี่ยนวิธีทำงานจริง เพราะผู้เรียนมีเวลาฝึกกับงานของตัวเอง และกลับมาถามเมื่อติดปัญหา ดูรายละเอียดที่คอร์สอบรม AI สำหรับองค์กรโดย IMAI Group
เลือกหลักสูตรตามแผนกอย่างไร
การเลือกหลักสูตรอบรม AI ควรอิงงานจริงของแต่ละแผนก ไม่ใช่สอนเหมือนกันทั้งบริษัท ทีมการตลาดเรียนสร้างคอนเทนต์และภาพด้วย AI ทีมขายเรียนใช้ Chatbot AI และสรุปข้อมูลลูกค้า ทีมแอดมินเรียน AI Automation จัดการเอกสาร ยิ่งเนื้อหาใกล้งานจริง อัตราการใช้ต่อหลังจบคอร์สยิ่งสูง
อบรม + ที่ปรึกษาในแพ็กเกจเดียวประหยัดกว่าแค่ไหน
การซื้ออบรมพร้อมบริการที่ปรึกษา AI ธุรกิจในแพ็กเกจเดียวลดต้นทุนซ้ำซ้อน เพราะผู้สอนคือทีมเดียวกับที่ออกแบบระบบ จึงสอนจากระบบจริงขององค์กรคุณ ไม่ใช่ตัวอย่างทั่วไป เทียบกับจ้างแยกที่ต้องจ่ายค่าทำความเข้าใจธุรกิจใหม่ทุกเจ้า
รับพัฒนาแอป AI และแพลตฟอร์ม AI สำหรับองค์กร: ทางเลือกเมื่อของสำเร็จรูปไม่ตอบโจทย์

การรับพัฒนาแอป AI ตามความต้องการเหมาะเมื่อธุรกิจมี workflow เฉพาะที่ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปทำไม่ได้ — Custom AI Application คือ แอปพลิเคชันหรือเครื่องมือ AI ที่พัฒนาขึ้นเฉพาะตามความต้องการของธุรกิจนั้น ๆ แทนการใช้ของสำเร็จรูปที่ปรับแต่งไม่ได้ IMAI Group รับพัฒนาแอปและระบบ AI ครบวงจรตั้งแต่ออกแบบถึงติดตั้ง
เมื่อไหร่ควร custom เมื่อไหร่ควรใช้ของสำเร็จรูป
หลักตัดสินใจ custom หรือสำเร็จรูป: ใช้ของสำเร็จรูปเมื่องานของคุณเหมือนธุรกิจอื่นทั่วไป เช่น ตอบแชทพื้นฐานหรือสรุปประชุม และควร custom เมื่อเข้าเงื่อนไขอย่างน้อยหนึ่งข้อ — ต้องเชื่อมระบบภายในหลายตัว, มีขั้นตอนอนุมัติเฉพาะองค์กร, ข้อมูลอ่อนไหวจนส่งออกนอกระบบไม่ได้ หรือ workflow นั้นคือความได้เปรียบที่คู่แข่งลอกไม่ได้
imgentic: แพลตฟอร์มสร้างภาพ/วิดีโอ AI ของ IMAI Group
imgentic คือเครื่องมือสำหรับทีมการตลาดที่ต้องผลิตคอนเทนต์ภาพและวิดีโอจำนวนมากโดยไม่ต้องจ้างโปรดักชันทุกชิ้น เหมาะใช้คู่กับงานที่ปรึกษา เพราะทีมที่ผ่านการอบรมแล้วนำไปใช้ต่อได้ทันที และยังตอบเทรนด์ AEO/GEO — AEO/GEO คือ การปรับเนื้อหาและข้อมูลธุรกิจให้ AI search engine เช่น ChatGPT และ Google AI Overview นำไปตอบและแนะนำแบรนด์ของคุณ ทำความรู้จักเพิ่มที่แพลตฟอร์ม imgentic สร้างภาพและวิดีโอด้วย AI
PDPA และความปลอดภัยข้อมูลเมื่อจ้างทีมภายนอก
PDPA คือประเด็นที่ต้องเคลียร์ก่อนส่งข้อมูลลูกค้าให้ผู้พัฒนาภายนอก เพราะข้อมูลส่วนบุคคลที่หลุดผ่านระบบ AI ถือเป็นความรับผิดขององค์กรคุณโดยตรง ก่อนเซ็นสัญญาให้ถาม 3 เรื่อง: ข้อมูลถูกส่งไปประมวลผลที่ไหน, มีสัญญาประมวลผลข้อมูล (DPA) ไหม และข้อมูลถูกลบเมื่อจบโปรเจกต์หรือไม่
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยตอนจ้างที่ปรึกษา AI (และคำถาม 7 ข้อที่ต้องถามก่อนเซ็นสัญญา)
ข้อผิดพล
